ประวัติเอกสารสำหรับ กรกฎาคม, 2008

เหตุและผล

31 กรกฎาคม 2008

ตั้งแต่วันที่โยนระเบิดถามทาง
และฉันวิ่งแหกปากไปหาชาวบ้านหมดแล้ว
ก็มีหลายคนสงสัยว่า
ทำไมไม่กลับไปคืนดีกับคนรักเก่าเสียล่ะ?
ก็ไหนว่าดีอย่างนั้น อย่างนี้ไม่ใช่เหรอ?

ฮึ่ย!
ยังไม่พอนะ
วันก่อนไปเดิน Kinokuniya
เจอหนังสือชื่อ โมจิ โปจิ
โฮ่ง โฮ่ง อย่างเธอ
เหมียว เหมียว อย่างฉัน

เห็นแล้วหลอนเป็นบ้า

ถูกกกกก
ก็เพราะเขาดีน่ะสิ
ถึงได้คิดมาก
ไม่อยากทำร้ายเขาอีกไง
ถ้าคิดน้อยก็แปลว่าไม่ห่วง
ไม่ถูกเหรอยะ?

ยิ่งเวลาผ่านไป ก็ยิ่งเข้าใจ
ว่าฉันเองเคยทำตัวร้ายกาจขนาดไหน
เหอ เหอ
ก็นิสัยแบบเด็กๆน่ะ
ทั้งใจร้อน อารมณ์เสียบ่อย ขี้งอน น้อยใจเก่ง เอาแต่ใจ
สารพัดจะทำ หุหุ
ตอนนั้นคงมีดีอยู่อย่างเดียว
ไม่ขี้หึงเลยซักกะนิด
ฮา

ละแบบ… นะ…
ตอนนี้มีเพื่อนคนนึง
กำลังดูกับผู้ชายติสแตกคนนึงอยู่
ซึ่งบทพี่แกจี๊ดขึ้นมา
ก็ไม่พูดไม่จา
หยิบตังค์ขึ้นมาจ่าย
แล้วเดินหนีดื้อๆซะงั้น
ทั้งที่ยังทานอาหารด้วยกันไม่เสร็จนั่นแหละ

ตอนที่คุณเธอเล่าให้ฟัง
เกือบจะปากไวด่าออกไปแล้ว
แต่นึกได้ทันว่า…
ไอ้อาการปรอทแตกแล้วเดินหนีเอาดื้อๆ
ฉันก็เคยทำนี่หว่า แป่ว…
เราเลวอ่ะ -”-
เดินจุ๋งจิ๋งกันอยู่
ฉันปัดมือทิ้งละเดินกลับบ้านเลย
เขาก็ตามง้อนะ
โอ้…
คิดๆไป ความใจร้ายอย่างอื่นของฉันก็ตามมาเป็นฉากๆ -”-
กรรม…
หวังว่านี่ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่า
คนเราชอบคนเลวๆนะ!

ก็อย่างที่บอกกับใครหลายๆคน
ฉันว่า… คนนี้แหละ
คงรักฉันมากที่สุดแล้ว
ทั้งที่ฉันก็เป็นตัวของตัวเองอย่างมาก
ตั้งแต่น่ารักที่สุด
ไปจนถึงร้ายกาจที่สุด
มีครบรส
ก๊าก

แต่ก็เพราะอย่างนั้น
ถึงยิ่งต้องคิดให้ดี
ไม่ใช่ว่าจะกลับไปคบ
เพราะรู้ว่าเขารักเรามาก

เข้าใจความรู้สึกฉันมั่งไหมเนี่ย?

แต่ก็ประหลาดดี
จำอะไรได้เยอะมาก
น่าจะเพราะคบนานด้วย
ตั้ง 4 ปีแน่ะ!

แต่ก็อย่างที่บอกล่ะ
ชีวิตฉันตอนนี้ก็ยังเป็นแมงกะพรุน
ลอยไปก็ลอยมา
ไม่ยึดติดอยู่กับสิ่งใด ที่ไหน
ฉันมีอิสระเต็มที่
ในการตัดสินใจทำอะไร
ถ้าจะบอกว่าติดใจใน freedom
ก็คงไม่ผิดจากความจริงเกินไปนัก

ยกตัวอย่างปีหน้า…
หนึ่งในแผนการของฉันคือ
ไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นหนึ่งปี
เพื่อสนองตัณหาความอยากรู้ของตัวฉันเอง
หรือ…
ถ้าไม่เป็นการเกินความสามารถจนเกินไป
ฉันก็อยากเรียน Landscape Design
ที่มหาวิทยาลัยเกียวโตต่อ

เห็นไหม?
ความไร้รากของฉัน
ไม่เหมาะจะถ่วงให้ใคร “รอ” สักนิด
มันไม่ยุติธรรมกับใครทั้งนั้น

ควรแล้วหรือ?
ที่ฉันต้องเป็นเหตุให้อีกฝ่าย
นำน้ำพักน้ำแรงที่สู้อดออมไว้
มาละลายเพื่อฉัน
แทนที่จะเก็บไว้ทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์
ต่อตัวเองและครอบครัวมากกว่า?
ยุคนี้ยิ่งน้ำมันแพงอยู่
ปกซีดีเพลงยังเจอพิษเศรษฐกิจเลย ดูดิ๊

ถ้าคิดจะรักฉัน
อย่ามองมาที่ฉันเพียงคนเดียว
โปรดมองไปข้างหน้าและรอบข้าง
ให้เห็นถึงอนาคตของเธอ
และคนอื่นที่รักเธอด้วย

เว้ย…
ไม่รู้จะเขียนอะไรต่อแล้ว
สรุปล่ะ
ฉันคิดว่าจังหวะไม่เหมาะน่ะ
ใครจะว่าอย่างไร
ก็พยายามมาเปลี่ยนความคิดกันได้
ฉันยินดีรับฟังทุกความเห็น

ปล.
แต่อย่างหนึ่งนะ
ต่อให้เคยร้ายแค่ไหน
ถึงอย่างไรก็ไม่เคยนอกใจ!
ฉันว่าเธอต้องคิดว่าฉันนอกใจแหงมเลย
แบบว่า…
ตอนนั้นอยากให้ over เร็วๆไง
เกลียดฉันได้ยิ่งดี
เลยพูดแรงๆไป
ฮ่า… ฮ่า…
นี่ยังหาจังหวะบอกให้รู้ไม่ได้สักที

แต่ก็ยอมรับแหละ
คบกับคนต่อไป
ทิ้งระยะได้สั้นมากจริงๆ -”-
แต่ก็เป็นบทเรียนไง
ว่าจะคบกับใคร
แท้จริงแล้ว
เราควรดูให้นานนนนนนนานนนนน

จบดื้อๆซะอย่างนี้แหละ

ถ้าโชคเป็นของฉัน
เธอคงได้อ่าน

ซ๊าธุ

edit:


Cocktail – อาจเพราะ

ฟังเพลงนี้ทีไร
นึกถึงเธอทุกที

ขอบคุณนะ

Why so serious?

30 กรกฎาคม 2008

Review นี้ไม่มี Spoil

Why so serious?

Because he’s the hero Gotham deserves,
But not the one it needs right now…

And so we’ll hunt him,
Because he can take it.
Because he’s not a hero.
He’s a silent guardian,
A watchful protector…

A dark knight.

เมื่อวานไปดู Batman: The Dark Knight มา
บอกได้คำเดียว
สุดยอด…

แบทแมนไม่ใช่ซุปเปอร์ฮีโร่
ที่จริงแล้ว…
อยากจะเรียกว่า anti-hero ด้วยซ้ำไป
เขาคนนี้แหละ…
มนุษย์ที่อันตรายที่สุดในโลก

แบทแมนเป็นคน
ไม่ได้มีอำนาจพิเศษเหนือธรรมชาติอื่นใด
อย่างซุปเปอร์ฮีโร่คนอื่นๆ
แต่ด้วยอำนาจเงิน ความเฉลียวฉลาดที่เหนือธรรมดา
“Let me get this straight.
You think that your employer,
one of the wealthiest, most powerful men in the world,
is spending his nights running around the city
beating criminals to a pulp
with his bare hands.
And your plan is to blackmail this person?”

“Good luck.”

ทำให้บรูซ เวย์นสามารถกลายเป็นอัศวินใต้หน้ากากในยามค่ำคืนได้

แต่ก็ด้วยสาเหตุเดียวกัน
กฏเกณฑ์ใดๆที่ใช้บังคับชักเชิดซุปเปอร์ฮีโร่คนอื่นๆ
ก็ไม่สามารถใช้กับแบทแมนได้เช่นเดียวกัน

ในขณะที่ทุกคนคาดหวังให้มนุษย์ผู้มีพลังพิเศษ
ซุปเปอร์แมน , สไปดี้, X-Men, กัปตันอเมริกา ฯลฯ
โลดเต้นไปตามกฏระเบียบของการเป็นฮีโร่
ยอมตายเพื่อความถูกต้อง ยอมเจ็บปวดเพื่อคุณธรรม
และไม่ใช้วิธีการอันล่วงละเมิดต่อศีลธรรมเป็นอันขาด
เส้นแบ่งความถูกต้องของแบทแมนกลับมิได้ชัดเจนถึงเพียงนั้น
แบทแมนไม่ได้ทำสิ่งที่ “ขาวสะอาด” อยู่ตลอดเวลา
บางครั้งเขาก็เลือกด้วยหัวใจและความรู้สึกของมนุษย์คนหนึ่ง
เลือกที่จะช่วยสิ่งอันเป็นที่รักมากกว่าความถูกต้อง
บางครั้ง…. เพื่อให้ได้มา…
เขาก็ลุแก่โทสะ ก้าวข้ามเส้น “เงื่อนไขของฮีโร่”
และทำให้พวกเรากังขาว่า
เขาเป็นใครกันแน่?
ระหว่างวีรบุรษผู้ปรารถนาจะคืนแสงสว่างให้กอธแธม
หรืออัศวินแห่งความมืดที่พร้อมทำทุกวิถีทางโดยไม่คำนึงถึงหลักการ

ดังนั้นเอง…
พวกเราจึงหวาดกลัว
เพราะแบทแมน
ไม่ได้ปฏิบัติตัวตามกฏใดๆ
“You see, nobody panics
when things go according to plan.”

เขาไม่ใช่หุ่นเชิดของสังคมดังที่ผู้คนหวังจะให้เขาเป็น
จนแม้แต่ตำรวจเองที่น่าจะเป็นพวกเดียวกัน
ก็ไม่อาจจะไว้วางใจแบทแมนได้อย่างไร้เงื่อนไข

และ…
ใช่…
ใครล่ะให้อำนาจในการตัดสินความยุติธรรมแก่แบทแมน?
ถ้าหากแบทแมนใช้รุนแรงแล้ว
ผู้อื่นโต้ตอบกลับด้วยความรุนแรงที่เท่าเทียม
ผิดหรือ?
เมื่อแบทแมนบีบบังคับพวกมาเฟียให้เข้าตาจน
การจะสู้เยี่ยงหมาจนตรอก
หันเข้าหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่า
ก็เป็นเรื่องธรรมดามิใช่หรือ?

และอำนาจในการตัดสิน
ควรอยู่ในน้ำมือของใคร?
ใครกันเล่าที่สามารถเชื่อถือได้?
แบทแมน? ผู้พิพากษา? ผู้ว่าการฯ?
เขาเหล่านั้นก็คือคนเหมือนกันไม่ใช่หรือ?
อะไรเล่าที่เป็นหลักประกันว่า
อำนาจในมือ
จะไม่ทำให้พวกเขาเปลี่ยนไป?
ผิดหรือ
ที่ผู้คนไม่อาจเชื่อถือสิ่งที่พวกเขาพิสูจน์ไม่ได้?

โจ๊กเกอร์เองยิ่งไม่ใช่ฮีโร่
แต่เราไม่คิดว่าโจ๊กเกอร์เป็น supervillians นะ
โจ๊กเกอร์เองก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา
เด็กชายน้อยๆที่ถูกทำร้ายในวันนั้น
เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มองโลกอย่างปราศจากหัวใจ
เขาผิดหรือ?
มีใครได้ทวงถามความยุติธรรมให้กับเด็กชายคนนั้นหรือเปล่า?

วันนี้…
โจ๊กเกอร์ลุกขึ้นมาแก้แค้นกับสังคม
สังคมที่ไม่เคยตอบต่อเสียงร้องไห้ของเด็กชายคนนั้น
ด้วยเสียงหัวเราะ
เมื่อไม่มีใครหยิบยื่นความถูกต้องและกฎเกณฑ์ให้
เขาจึงทวงถามด้วยกฏเกณฑ์ของตัวเอง
เขาผิดหรือ?

และสิ่งที่แบทแมนทำ
แตกต่างจากโจ๊กเกอร์ที่ตรงไหน?
บรูซ เวย์นในวันนั้น
จนถึงทุกวันนี้…
ยังคงแก้แค้นให้พ่อแม่ที่ตายเปล่าของเขาใช่หรือไม่?
แบทแมนที่แท้แล้ว
ก็คือ “ตัวประหลาดสวมหน้ากาก” อีกคนใช่หรือไม่?

โจ๊กเกอร์เล่นกับชีวิตคน
ทำเหมือนดังผักปลา
ไม่ต่างอะไรเลย
จากที่นาซีกระทำต่อชาวยิวเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
ถ้าหากจะบอกว่าโหดร้าย
แต่เมื่อเขามองอย่างไร้หัวใจ
ผู้คนเหล่านั้นเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง
เหมือนที่นักวิทยาศาสตร์มองหนูทดลองวิ่งวนในเขาวงกต
หรือนี่มิใช่การเสียสละส่วนน้อยเพื่อส่วนรวม?
เทคโนโลยีของมนุษยชาติที่ก้าวกระโดดในสงครามครั้งนั้น
คุณเคยคิดถึงบ้างไหมว่ามันได้มาอย่างไร?
ถ้าไม่ใช่ด้วยเลือดเนื้อและความเจ็บปวดของชาวยิวนับล้าน

และในบางครั้งสิ่งที่แบทแมนทำ
ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากหลักการเดียวกันนั้นเลย
แต่เรากลับบอกว่าเป็น “สิ่งที่ถูกต้อง”
เพราะอะไร?

เพราะเขาคนนั้น
สมควรได้รับการลงโทษอย่างนั้นหรือ?

นักโทษและคนคุก
“เลือก” แล้วที่จะเป็นโจร เป็นโขมยอย่างนั้นหรือ?
เขาได้ “เลือก” แม่ที่เจ็บป่วย ธุรกิจที่ถูกโกง บ้านที่ถูกยึดด้วยหรือเปล่า?
แต่ถ้าหากพวกเรา
ผู้สำนึกตนแล้วว่าศิวิไลซ์
ได้ “เลือก” เสือกไสสิ่งที่เราไม่พึงปรารถนาจะยอมรับ
ไปสู่ความตาย
ใครกันแน่… คือคนที่มีเลือดเปรอะเปื้อนเต็มสองมือ?

หรือว่าโจ๊กเกอร์ถูกต้องเสมอมา?
“It wasn’t hard.
Y’see, madness, as you know, is like gravity.
All it takes is a little… push.”

ขอบคุณทีมงาน Batman Begins และ The Dark Knight ทุกคนสำหรับผลงานยอดเยี่ยมชิ้นนี้ ที่ทำให้เราตั้งคำถามและสงสัยในบทบาทของสิ่งที่เรียกว่า “ฮีโร่” อย่างไม่เคยทำมาก่อน

Christian Bale กับบทแบทแมนที่มีเลือดเนื้อและความเป็นปุถุชน นอกประเด็น… เวลาเป็นแบทแมนเสียงจะถูกดัดให้ใหญ่และแหบขึ้น… เซ็กซี่มากอ่ะ กรี๊ดดดดดด
Aaron Eckhart ฮาวี่ เดนท์ อัยการหนุ่มอนาคตสดใส หากถูกสิ่งที่เคยเชื่อมั่นเสมอมาทรยศอย่างสาหัส
Michael Caine อัลเฟรดผู้เชื่อมั่นอย่างไร้ข้อแม้
Maggie Gyllenhaal เรเชล ดอส์ผู้เป็นยิ่งกว่า “คนสวยของซุปเปอร์ฮีโร่”
Gary Oldman หมวดกอร์ดอนผู้มีความมุ่งมั่น
Morgan Freeman ลูเชียส อัจริยะเทคโนโลยีที่ยังมีคุณธรรมครบถ้วน

Christopher Nolan ผู้กำกับและคนเขียนบทที่ทำให้โลกรู้ว่า comic มิใช่ไร้ซึ่งความคิดอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ
James Newton Howard และ Hans Zimmer ฝีมือที่ไว้ใจได้และดนตรีประกอบที่ยอดเยี่ยมอย่างเคย
Wally Pfister การกำกับภาพและมุมกล้องที่ได้อารมณ์ ถึง action sequence บางครั้งจะใกล้ไปหน่อยก็เถอะ
และคนอื่นๆที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ ณ ที่นี้

เหนือใครอื่น
คือ Heath Ledger ในบทโจ๊กเกอร์
anti-hero ที่ทำให้เราได้หัวเราะ ตื่นเต้น หวาดสยอง
บีบเค้นในทุกอารมณ์
โจ๊กเกอร์ที่มีความลุ่มลึก บุคลิกลักษณะนิสัยเป็นของตัวเอง
และ “จริง” ยิ่งกว่าครั้งใดที่เคยเห็นมา

คุณสมควรได้รับออสการ์
เราเชื่อว่า…
บทนี้แหละ
ที่ทำให้คุณต้องจากไปก่อนวัยอันควร

Joker

ปล.
มี petition กันด้วยแหละ
ใครอยากให้ฮีธได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์
กรุณาลงชื่อเลย
แน่นอน
ข้อยเซ็นแล้ว
คนที่ 4230
ฮา
แต่รูปช่าง…
Brokeback Mountain เหลือใจ -”-

Indecisive

28 กรกฎาคม 2008

เอาเมื่อวานก่อนนะ

ตอนเช้าไปถ่ายรูปที่สวนลุมพินีมาล่ะ
เจอเห้-ตั้งสามตัวแน่ะ -_-“
ตัวแรกโผล่มาจากใต้ตลิ่งที่ยืนอยู่เลย
แบบ…ตัวใหญ่มากกกก
full-size, grown-up, adult เห้-

บรรยากาศดีกว่าที่คิดไว้มากทีเดียว
มันมองๆเราอยู่สักพักแล้วก็ไถลลงน้ำไป
โอ้… ไอ้เข้น้อยลอยฟ่อง…
ตอนนั้นกำลังคุยโทรศัพท์อยู่กับเทปพอดี
กระต่ายเทปเลยโชคร้ายไป
ต้องฟังเราโดดไปโดดมาอยู่ตั้งนาน
ฮา

สักพักนึง…
ก็มีตัวที่ย่อมกว่าโผล่มาอีกตัว
ให้ได้ตื่นเต้นอีกที
เล่นเอาอากง อาม่ากลุ่มใหญ่ที่เดินผ่านมา
หันขวับมามองกันใหญ่

ไม่รู้ว่ามองอะไร
ระหว่างเรากะเข้น้อย
ก๊าก

ถ้าเมื่อวานอยู่ลวนลุมฯทั้งวัน
คงเลิกพูดคำหยาบไปได้อีกหนึ่ง
เรียกทีไร โผล่มาทุกที
หูดีกันจริงจริ๊ง

เสร็จแล้วก็ไปวังสวนผักกาด
งดงามมาก
อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะมีเหลืออยู่กลางกรุง

มีเรื่องตื่นเต้น
โทรไปหาหุยเพื่อขอเบอร์มือถือของโอม
เพราะอยากได้เพลงมาเข้าโปรเจค bangkokmonkey
ไปๆมาๆ
สักพักนึง
กลายเป็นโอมโทรมา

เค้าอ่านรีวิวด้วยแหละ!
print เก็บไว้ด้วย
กรี๊ด!
หวังว่าคงไม่ถือสา

คุยกันพักใหญ่
ก็ได้เข้าใจอะไรมากขึ้น
เห็นว่าในสมาชิกวง
ก็มีคนที่ชอบถ่ายรูปด้วย
ดีจัง

รวมทั้งที่มาของข่าวลือว่าวงแตก
ย้ำอีกที
Cocktail ยังอยู่นะทุกคน

ขอบคุณมาก
ที่อนุญาตให้ใช้นะ
ฝากขอบคุณคน arrange ด้วยนะ ^^

จากนั้นไปทานข้าวร้านญี่ปุ่นแถวอนุสาวรีย์ฯ
กับเพื่อนเก่าสองคน
ซอยกะเก้
เอาน่ะ
รู้แหละ
เดี๋ยวนี้ไม่มีใครเรียกแกว่า ”ซอย” กันแล้ว

คิดถึงนะ

แล้วก็กินข้าว
อีกที!
ที่ Siam Paragon
กับหุยและเค้ก ><
คุยกันตั้งแต่หกโมงยันสามทุ่มแน่ะ

อ้อ… Cake นี่คือชื่อเล่น
ที่เราสองคนใช้เรียก Ms. Johnson
ครูสอนเลขที่สนิทกัน
ฮา
ประหลาดดีไหม?

เอ่อ… ทิ้งระเบิดตูม
แฟนคนแรก
อย่าคิดมาก
ทุกวันเคยมีแฟนมาแค่สองคน
คนอื่นจะยังไงไม่ว่า
แต่ส่วนตัวเองแล้ว
เป็นตัวเลขที่อยากจะเก็บไว้ให้น้อยที่สุด

บอกว่ายังรักอยู่

เรื่องผ่านไปก็นานแล้ว
แล้วตอนนั้นเราก็นิสัยเป็นเด็กๆ
อาละวาดเอาแต่ใจ
สารพัดอย่าง -“-
จะเรียกว่าเป็น กองถ่าย
My Sassy Girl ในชีวิตจริงก็ได้
ไม่แน่นะ
ถ้ากลับไปคบกันตอนนี้
เขาอาจจะเป็นฝ่ายทนไม่ได้ก็ได้นะ
แบบ…
ผู้หญิงเอาแต่ใจคนนั้นหายไปไหน?
ฮา

ก็ขอบคุณ
ที่ยังหวังดี
แม้ว่าฉันจะทำให้เสียใจไว้มาก
เหอ… เหอ…

เธอเป็นคนดีมากนะ
ถ้าได้เจอกับคนที่ดี
ก็อย่าปล่อยให้โอกาสลอยไปโดยใช่เหตุ
เพราะฉัน

ตัวฉันเอง
ถึงตอนนี้ไม่มีใคร
แต่พูดตามตรงกันเลย
ถึงบ้างครั้งจะเหงา
แต่เธอเองก็คงรู้
คนอย่างฉัน ทนเหงาได้ไม่นาน
แน่สิ ก็เพื่อนเยอะออกอย่างนั้น

แต่ก็ไม่ถึงขั้นอยากมีใคร
ในเมื่อชีวิตของฉันเอง
ก็ยังไม่แน่นอน
จะอยู่ไทย อังกฤษ หรือญี่ปุ่น
หรืออาจจะเป็นที่ไหนในโลกนี้ก็ไม่อาจรู้

ฉันไม่อยากเห็นหน้ากันทุกวัน
แล้วก็ต้อง Long Distance Relationship
ไม่อยากให้เรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว
อาจมีผลกระทบต่อการตัดสินใจ
ที่อาจสำคัญยิ่งต่อหน้าที่
การงาน
หรืออย่างอื่น

ไม่ว่าของฉันหรือของใคร

และที่สำคัญยิ่ง
ฉันไม่อยากเริ่มมีความรักกับใครอีก
จนกว่าจะแน่ใจในตัวเอง
และอีกฝ่าย
ว่าจะเดินไปด้วยกันได้จนสุดทาง

ใครอาจจะมองว่าฉันหัวโบราณ
แต่ฉันคิดว่า…
ถ้าหากไม่คิดจะคบกันให้ยาวนาน
ก็ไม่รู้จะคบไปทำไม

ฉันไม่อยากเลิกอีก
สองครั้งก็เพียงพอแล้ว

แต่ถึงอย่างไร
ก็ขอบคุณ