ประวัติเอกสารสำหรับ สิงหาคม, 2008

bangkokmonkey ครั้งที่ 17

30 สิงหาคม 2008

Entry นี้ลัดคิว

วันศุกร์ที่ 29 สิงหา
บันทึกตระเวณกรุงของ bangkokmonkey ครั้งที่ 17

ลัดคิวอีกแล้ว
คราวนี้ด้วยความประทับใจ
อันยากจะลืมเลือน
เป็นวันที่พิเศษอย่างยิ่งจริงๆ
ในแง่ความโชคร้ายนะ
ฮา
มีทั้งวิ่งหนีหมา
กล้องหาย
เป็นอย่างไรมาฟังกัน

ตอนเย็นไป Studio 9
ของภัทราวดีเธียเตอร์
ประทับใจอย่างยิ่งเช่นกัน

ทำให้ได้รู้ว่า
อันความอ่อนไหว
เปรียบดังเหรียญสองด้าน
เป็นได้ทั้งพรจากสวรรค์
หรือคำสาป

เพราะรับความรู้สึกจากปัจจัยภายนอกได้ง่าย
เราก็เสมือนยืนอยู่บนความต่างสุดขั้วของอารมณ์
ตลอดเวลา

อารัมภบทมาขนาดนี้แล้ว
เชิญติดตามชม
Entry รูปเยอะพิเศษนี้ในทันใด

เหนื่อยจัง…
ความเหนื่อยสั่งสมมาหลายวัน
ดูหน้าหนังสือพิมพ์แล้วยิ่งเหนื่อยใจ
เฮ้อ

เพราะกรมท่าเรือของกองทัพเรือ
ไม่ให้เลี้ยวเข้าจากถนนวังเดิม
เลยต้องเสียเวลาหาทางอ้อมกันเล็กน้อย

1701

ถึงที่นั่งรอจะไม่ติดแอร์
แต่ก็ไม่ร้อนเลย
รอที่ประชาสัมพันธ์ได้อย่างสบายๆ
ดูไปดูมา…
รู้สึกว่าทหารเรือเท่จังเลยอ่ะ
ฮา…

รอนานเล็กน้อยกว่าคุณจักรกฤษณ์จะมารับ
เพราะลุงต้องข้ามเรือมาจากฝั่งกทม.
ที่วังเดิมนี่เดินดุ่ยๆ เข้าไปเองมิได้ค่ะ ห้าม ห้าม

ด้านในวังสวยร่มรื่นมาก
คุ้มค่ากับความยุ่งยากที่ผ่านมา :)

น่าเสียดายที่เข้ามาเป็นการค่อนข้างส่วนตัว
เลยไม่สามารถเก็บภาพด้านในของห้องจัดแสดง
ที่มีของเก่าทรงคุณค่าต่างๆ มาให้ชมกันได้
ชมภาพด้านนอกไปก่อนนะจ๊ะ
ไม่เคยเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาจากมุมนี้มาก่อนเลยล่ะ

1702

ที่หน้าอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมีท่าน้ำอยู่
มองไปเห็นฝูงปลาสวายว่ายกันคลาคล่ำ
คุณจักรกฤษณ์บอกว่าเป็นเขตห้ามจับ
น้อยหน่ามองฝูงปลาที่ดำผุดดำว่ายแล้วก็งง
“ทำไมมันถึงดุ๊กดิ๊กกันอย่างนั้นล่ะคะ?”
ลุงหัวเราะก๊าก
“ไม่ดุ๊กดิ๊กมันก็ตายสิคะ”
อือ…
ก็จริงเนอะ ^^”

นั่งคุยกับลุงจักรกฤษณ์และพี่เหน่ง
บนชั้นสองห้องสมุดในตำหนักเก๋งสมเด็จพระปิ่นเกล้าอยู่นาน
ทั้งเรื่องการศึกษา ชีวิตความเป็นอยู่ อะไรต่างๆ มากมาย
เป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่าง
ทหาร ข้าราชการ และพลเรือนที่ชิลมาก

ทหารเรือใจดี
ให้ยืมที่จอดรถได้
น้อยหน่าเลยเดินไปวัดอรุณฯ
ที่อยู่ติดกัน

สวยมากๆ…
น่าจะมาเสียตั้งนานแล้ว
แต่ก็อย่างนี้ล่ะน้า
ของดีใกล้ตัว
มักถูกมองข้ามเสมอ

ว่าแต่ลิงสามตัวนั่น
มาได้ไงอ้ะ?
ขี้โกง…
1703

เดินกลับมาที่กองทัพเรือ
เลยไปอีกนิดและเลี้ยวเข้าซอกซอย
เพื่อไปวัดโมลีโลกยาราม
ดูเป็นวัดที่เป็นวัดจริงๆ
กล่าวคือไม่ใคร่มีอะไรให้ถ่ายรูปเท่าไหร่
ฮา
จะเข้าไปถ่ายกุฏิสงฆ์ก็เกรงใจ
จึงได้รูปมาแต่เท่านี้แหละค่ะ

1704

เดินกลับมาที่หน้ากองทัพเรืออีกที
ทานข้าวที่ร้านอาหารไทยชื่อ “บางกอกเรโทร”
บรรยากาศชิลมาก
ราคาก็ไม่แพงด้วยล่ะ
ร้านอาหารเดี่ยวๆ ห้องติดแอร์
กินมื้อนึงไม่ถึง 70 บาท… เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็นนา
แต่จะชิลกว่านี้ถ้าไม่มีข่าวให้ดู ^^”
เห็นสถานการณ์บ้านเมืองแล้วห่อเหี่ยวพิลึก

ชอบที่ทำการไปรษณีย์ที่อยู่ข้างๆ อ้ะ
ไปรษณีย์ที่รัก…
น่ารักจัง

1705

ขึ้นรถข้ามคลองบางกอกใหญ่
ไปวัดกัลยาณมิตรฯ
เสียดายที่วิหารทั้งสองข้างพระอุโบสถมีร้านซ่อมระเกะระกะเชียว
ทั้งที่ตามปรกติน่าจะสวยงามมิใช่น้อย
แต่เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว
ก็ลงไปเก็บภาพวิถีชีวิตริมน้ำเล็กน้อย

ขึ้นเหนือไปอีกนิด
วัดสุวรรณาราม
ถ่ายรูปคลองบางกอกน้อย
แล้วก็วัด…
ที่มีหน้าบัน
สามเหลี่ยมหน้าหลังคาวัดอ่ะนะ
ที่สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
แกะเป็นรูปนารายณ์ทรงสุบรรณ
น่าเสียดายที่ทรุดโทรมด้วยกาลเวลา
ถ่ายรูปมาแล้วเห็นเป็นมืดๆ ไปหมดเลย

1706

ตัวอุโบสถเอง
ซึ่งด้านในมีภาพเขียของสองช่างฝีมือเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
รัชสมัยของ ร. 3
ครูแป๊ะและครูทองอยู่
บรรจงวาดประชันฝีมือกัน
และได้รับคำกล่าวว่า
งดงามที่สุดในประเทศไทย
ก็ไม่เปิดเสียอีกแน่ะ

ด้วยความเสร่อ
เล่นเอาเกือบแย่แน่ะ
คือน้อยหน่าหาทางเข้าวัดไม่เจออ่ะ
เลยเดินอ้อมไปด้านหลัง ซึ่งเป็นที่จอดรถด้วย
เข้าเขตวัดได้นิดเดียว
ก็ได้ยินเสียงคำรามฮื่อ
ขณะที่เริ่มจะถอยๆ พร้อมเหลียวซ้ายแลขวานั่นเอง
ก็มีหมาน่อยโผล่มาจากไหนไม่รู้
ยืนจังก้าสามตัวด้วยกัน
แล้วก็พุ่งเข้ามา…

น้อยหน่าก็เก๊าะเลยเผ่นสิคะ
ฮา

ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีเนี่ย
ว่าแต่ทำไมพี่ใหญ่กับคุณฯ
พูดเหมือนกันเลยนะ?
หมากัดจงกัดตอบ!
ไม่ใช่ละ…
หมาจะกัดอย่าไปกลัว
จ้องตามัน…
น้อยหน่าไม่ไหวล่ะค่ะ
ขออนุญาตโกยก่อนเลย

ล้มเลิกความคิดจะเข้าวัดทันตาเห็น
ละเดินไปสำนักงานเขตฯ
เลาะเลี้ยวไปข้างหลังเพื่อไปตลาดไร้คาน

แถวนี้ถ่ายรูปโทนซีเปีย
ได้อารมณ์ดีเนอะ
1707

เสียดายที่ตลาดวายไปแล้ว
แต่รูปก็ออกมาสวยดีนะ

เดินไปอีกนิดก็ถึงบ้านบุ
ทำขันลงหิน
แต่ดูไม่มีใครเลย
ทั้งที่บอกว่าเปิดวันจันทร์ พุธ ศุกร์แท้ๆ
ไม่กล้าเดินเข้าไปเองมากนักด้วยล่ะ
ยังสยองหมาไม่หาย

ถ่ายบ้านร้างที่อยู่ตรงข้ามแก้เซ็ง
ออกมาก็ดูติสดีนะ ว่ามั้ย?

1708

ยังไงไม่รู้…
กล้องหาย!?!?

กระเป๋าเปิดอ้าเชียว
ไม่แน่ใจว่าระหว่าง ซ. โซ่ สองตัว
คือ “เซ่อ” ลืมปิดกระเป๋า
หรือ “ซวย” โดนล้วงประเป๋า
มันเป็นตัวไหนกันแน่
ฮา

ค่ะ
ไม่มีโมโหหรือหงุดหงิดซักกะนิด
ไม่ใช่ไม่เสียดายนะ
แต่ก็… นะ
น้อยหน่ามักประสบโชคร้ายแบบแปลกๆ จนชินเสียแล้ว
นับแต่ที่มีน้ำตกในบ้านเช่าที่อังกฤษคราวนั้น
คือน้ำจากเครื่องซักผ้า
ของห้องข้างบนมันรั่วลงมาตามโคมไฟในห้องนอนน้อยหน่า
เป็นน้ำตกเลย
จริงๆ ก็สวยดีอ่ะนะ
นั่นแหละ…
ตั้งแต่ตอนนั้น
ก็ปลงละ
รู้สึกว่า…
จะอะไรพิลึกขนาดไหน
ก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ^^”

อีกอย่าง…
รักและริจะทำอะไรแบบนี้
งานชนิดที่ไม่อาจรู้ได้เลยว่า
วันนึงจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจตัวเอง
ให้พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ล่ะนะ!

ยังไงก็ถือว่าเป็นเคสที่ดีที่สุดแล้วถ้ากล้องจะหาย
คือน้อยหน่าพกกล้องสองตัวน่ะ
กล้องใหญ่ๆ ดีๆ ตัวนึงที่ใช้ทำงาน
และกล้องคอมแพคตัวเล็กไว้สำรอง
และที่หายนี่คือกล้องตัวเล็ก
ที่ไม่มีรูปเลยแม้แต่ไฟล์เดียว
ก็คือว่าฟาดเคราะห์ไปละกัน
ดีใจด้วยที่พ่อแม่ไม่โกรธ
เป็นห่วงเรื่องงานแต่พอได้รู้ว่าไม่มีรูปหายก็โล่งใจ
พ่อยังคิดเรื่องหมามากกว่าอีก
ก๊าก

นั่งรถกลับมาบางกอกน้อยอีกครั้ง
และวัดอมรินทราราม
แต่โบสถ์ปิดอีกละ
อดชมหลวงพ่อโบสถ์น้อยเลย
เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อองค์นี้
เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
คือเครื่องบินมาทิ้งระเบิดสถานีรถไฟบางกอกน้อย
และบริเวณใกล้เคียงจนเสียหายยับเยิน
แต่บริเวณตัวโบสถ์กลับไม่เป็นอะไรเลย
จนชาวบ้านเห็นเป็นที่อัศจรรย์

ว่าแต่…
พระอุโบสถข้างหลังก็ใหม่ดีอยู่หรอก
แต่ไหงปรางค์เล็กข้างหน้าทำไมโทรมชอบกล

1709

จากนั้นไปพิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธี
แนะนำให้เข้าทางฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางเรือจะสะดวกกว่านะ
เพราะถ้าเข้าทางซ. อรุณอมรินทร์ 24 อย่างที่น้อยหน่าทำ
ต้องเดินผ่านชุมชนเป็นระยะทางไกลพอสมควร
ถ้าไม่ใช่คนบ๊องๆ อย่างนี้ก็ดูน่ากลัวนิดนึง
และแถมว่าตอนนี้น้อยหน่ามีความประสาทเรื่องหมาเล็กน้อย
ทั้งที่แต่ก่อนก็เฉยๆ… หมาก็หมาสิ
ถามทุกบ้านที่มีหมาว่ากัดมั้ย? ไม่กัดจริงนะ?
-”-

1710

ที่นี่เก็บค่าถ่ายรูปด้วย
น้อยหน่าชอบแบบนี้มากกว่าจะห้ามถ่ายนะ
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว
ใช้เป็นวิธีหากะตังค์ก็ดีไปแบบ
ละก็คิดว่าคุ้มกับการได้ถ่ายรูปเรือพระราชพิธีใกล้ๆ ชัดๆ ด้วย
งดงามจริงๆ
นอกจากเรือลำเด่นที่รู้จักกันดีอย่าง สุพรรณหงส์ นารายณ์ทรงสุบรรณ ฯลฯ แล้ว
ยังมีโขนเรือพระราชพิธีเก่าๆ
ที่ตัวเรือได้เสียหายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย
รวมทั้งจัดแสดงของที่ใช้ในพิธีพยุหยาตราทางชลมาคร
สวยมาก…
พูดได้เต็มปากว่ามีที่เดียวในโลก

1711

ได้พบพี่ราตรี…
แลกเบอร์อีกแล้วด้วยความเนียน
:P

ขึ้นรถไปวัดดุสิตาราม
อ่ะ…
ดูเหมือนวัดร้างเลยอ้ะ
เลยขอชิ่งไปวัดชิโนสาราม

เห็นตั้งแต่ยังไม่ลงจากรถแล้วว่า
มีหมาเยอะ -”-

บังเอิญว่ามีผู้ชายสองคนท่าทางแปลกๆ เดินผ่าน
และฝูงหมาก็รุมเห่าสองคนนั้นใหญ่เลย
ละเค้าไม่กลัวด้วยนะ
ประสาทแข็งจริงๆ
แต่น้อยหน่าขอเผ่น
ด้วยความประสาทเสียตกค้างจากเมื่อตอนบ่าย
ฮา

เอ๊…
มาคิดอีกที
หมามันเห่า
เพราะเค้าเป็น…
รึเปล่า?
หยึย
O_O

จากนั้นก็ไปวัดระฆังฯ
ซอยแคบมากกกกกก…..
volvo suv เข้าไปได้ครือๆ
Don’t try this at home!

1712

วนเวียนถ่ายรูปอยู่สักพัก
ก็เดินมาภัทราวดีเธียเตอร์ที่อยู่ใกล้กัน
ตอนนี้ที่นี่มีร้านอาหารชื่อ Studio 9
คอนเซปต์ว่า Dining Theatre by The River
ทุกวันศุกร์และเสาร์
มีการแสดงของนักเรียนที่ได้ทุนจากโรงเรียนศิลปะการแสดงของภัทราวดีเธียเตอร์
เริ่มตั้งแต่ทุ่มครึ่งเป็นต้นไป
ผลัดเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ ค่ะ
รายได้ก็มาสนับสนุนการสืบสานศิลปะการแสดงของไทยเรานี่เอง

1713

ระเบียงที่เห็นยื่นออกไปนั่น
มีความเป็นส่วนตัวมากๆ
นั่งได้แค่สองคน
มากสุดสี่คน
ตั้งปต่เปิดมาสองปีนี้
มีคนมาจองใช้ขอแต่งงานไปแล้วหลายคู่เหมือนกันนะ :)

1714

ถึงน้อยหน่าจะมาตั้งแต่บ่ายสี่นิดๆ แต่ก็ไม่เบื่อเลย
ได้คุยแนะนำตัวกับคุณอนุรักษ์ GM ของร้าน
ก็ประทับใจ
ใจดี… ให้ถ่ายรูปได้ตามสบาย
ทั้งยังจะส่งรายละเอียดมาให้
ละบอกด้วยว่าเมื่อหนังสือเสร็จแล้ว
ก็สามารถนำมาวางขายได้ที่นี่ได้นะ
เย้!

วิวสวยจริงๆ
1715

นั่งเขียนบันทึกบวกกับโทรอัพเดตคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย
จนได้เวลาเริ่มแสดง

1716

ชุดแรกเป็นการแสดงของสาวน้อยนางหนึ่ง
ประกอบกับเสียงหวานกังวานของระนาดเอก
ที่บรรเลงโดยนักเรียนอีกคน
ซึ่งมีฝีมือไม่ธรรมดาเลย
เหมาะมากที่จะเป็นการแสดงเบิกโรง
เพราะนอกจากสาวน้อยคนนั้นจะแสดงได้ดีจนน่าทึ่งแล้ว
จังหวะที่ไม่ช้าไม่เร็วเกินไป
ก็เหมาะจะเป็นออเดิร์ฟก่อนอาหารหนักได้ดี

รู้สึกหลงรักเธอเข้าให้เสียแล้ว
วงหน้าใสกระจ่างเพียงเลขา
เนตรงามคม
ตัวน้อยอ้อนแอ้นเอวบาง
และแขนอ่อนหยัด
ชวนให้คิดว่า
หากเธอรัดเครื่องทรงอย่างเต็มยศ
แลร่ายรำอยู่ในราชสำนักอันรโหฐาน
คงจะงามตายิ่ง

ถึงกับเพ้อทีเดียว…
เข้าใจแล้วว่าทำไม
ถึงมักจะมีเรื่องโรมันกะติ๊กเกิดขึ้นในวงนาฏศิลป์เสมอ

1717

ชุดที่สองดุดันขึ้น
ด้วยลีลากลางของสามชาย
เป็นการแสดงที่เรียกร้องความสนใจได้ดีทีเดียว
เหมือนเสียงกลองจะเข้าไปกระหึ่มอยู่ในหัวใจ
:)

1718

ชุดที่สามเป็นการแสดงสั้นๆ
แต่พวกเธอก็ทำได้ดีจนน่าประทับใจ
นักเรียนสาวน้อยสามคน
หนึ่งในนั้นคือนางรำน้อยที่เป็นรักแรกพบ :P
ใช้แสงเงาเล่าเรื่องราวประกอบบทเพลง
What a Wonderful World
ได้อย่างน่ารักและมีอารมณ์ขัน

1719

ชุดที่สี่เริ่มด้วยกลองเดี่ยว
แต่อย่าคิดว่าธรรมดา
เพราะพี่ท่านสามารถ
ใช้ผนังและพื้น
และทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว
ประกอบการแสดงด้วย

ติดตามมาด้วยกลุ่มนักแสดงรุ่นเยาว์
อังกะลุง กับบทเพลงอันไพเราะ
ความดุดันของกลองมิได้ข่อเสียงใสนั้น
แต่กลับส่งเสริมและขัดแย้งกันอยู่ในที
กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวกลมกล่อม
ไม่หวานเลี่ยนจนเกินพอดี

1720

ชุดที่ห้าเป็น contemporary bangkok อย่างแท้จริง
ด้วยการนำเพลง My Girl
ที่ร้องว่า
I guess you’d say
What can make me feel this way?
My girl
My girl
My girl
Talkin’ ’bout my girl น่ะ
มา remix แบบไทยๆ
ประกอบการร่ายรำที่ใช้ท่าทางตามบริบทดั้งเดิม
แต่ปรับให้เข้ากับเพลง
ก็ทำให้การแสดงชุดนี้
แม้ดูเผินๆ อาจจะดาดดื่น
แต่ก็มีอะไรซ่อนแฝงอยู่ให้แปลกใจเหมือนกัน

1721

ชุดที่หกเป็นละครใบ้น่ารักๆ
มาคั่นจังหวะความจริงจัง

หน่าชอบละครใบ้เสมอมา
เพราะรู้สึกว่าเมื่อสรรพเสียง…
อันเป็นการสื่อสารทางหนึ่งของมนุษย์เรานั้นขาดหายไป
ที่เหลืออยู่นั้นก็มีเพียงอารมณ์ที่บริสุทธิ์เท่านั้น

1722

ชุดที่เจ็ดนำสาวน้อยอังกะลุงกลับมาใหม่
แต่คราวนี้พวกเธอเลือกที่จะหนักแน่นขึ้นด้วยกลองชุด

ชุดที่แปดเป็นละครสัตว์แนวใหม่
เริ่มด้วยน้องตัวเล็กที่แสดงฝีมือกับกงล้อใหญ่
ด้วยการทรงตัวผาดโผนและนำท่า break dance มาประยุกต์ใส่
background music เป็น missy elliot เสียด้วย
hip-hop
เท่มาก ขอบอกกก

จากนั้นเป็นชายหนุ่มและห่วงเงินที่ดูแปลกประหลาด
เพราะน้องคนแรกถือกล้องวิดีโอถ่ายฉายไปยังสกรีนด้านหลัง
ทำให้มี effect แปลกๆ เกิดขึ้นสดๆ อย่างสวยงาม

และสาวน้อยเอวอ่อนของเราก็กลับมา
ในการแสดงโลดโผน
แต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนหวานอย่างนาฏศิลป์ไทยในรสชาติของเธอเอง

1723

ส่วนชุดที่เก้านี่หาคำบรรยายไม่ได้จริงๆ
เมื่อละครใบ้ในบทหญิงบ้า
มายากล
และศิลปะการเต้นละตินอันร้อนแรง
ถูกผสานเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว….
แต่ที่แน่ๆ นี่คือการแสดงสดที่เซ็กซี่และทรงพลังที่สุด
เท่าที่เคยเห็นมาทีเดียว

1724

ชุดที่สิบเป็นการแสดงที่ลึกลับและแปลกประหลาด
แต่ผู้ชมทั้งหมดก็หยุดนิ่งงันด้วยพลังที่ส่งออกมาจากนักแสดงทุกคน
เงียบงัน…
จนได้ยินแม้กระทั่งช้อนส้อมกระทบกันอย่างแผ่วเบาที่สุด

เสียงที่ล่อหลอกเลือนลาง
ด้วยโน้ตตัวเดียว
ที่ถูกผิวออกมาจากริบฝีปาก
อย่างแผ่วเบาตลอดการแสดง
ผสานกับความเคลื่อนไหวที่ไหลลื่นอีกเล็กน้อย
แต่กลับเป็นการแสดงสดที่ทรงพลังอย่างยิ่ง
ทั้งที่แทบจะไร้ซึ่งอุปกรณ์ใดอย่างสิ้นเชิง

และเมื่อบทเพลงในภาษาที่ฟังไม่เข้าใจได้ถูกขับขาน
มนตรานั้นก็ได้พัดพาพวกเราไปยังขุนเขาในถิ่นเหนือ
ที่ซึ่งวัฒนธรรมอันดิบเถื่อนและบริสุทธิ์ยังคงเพรียกหา
ดวงจิตอันสับสนในแสงสีของเมืองใหญ่ให้กลับคืน

1725

ชุดที่สิบเอ็ดเปิดตัวด้วยดนตรีที่แม้จะเศร้า
แต่เคืองแค้นอยู่ในทีของ cello เดี่ยว
หนึ่งในเครื่องดนตรีสากลชิ้นโปรดของน้อยหน่า
ก่อนจะพลิกกลับมาเป็นเพลงไทยโบราณที่หวานลึกล้ำ

เพลงต่อไป intro ด้วยการดีดสายในจังหวะซุกซน
ให้เราได้สงสัย
ก่อนที่จะย่างเข้าสู่ “เขมรไทรโยค” ที่จับใจใครมานักต่อนัก

ยังมีอีกหลายเพลงที่คุ้นๆ อยู่
นึกไม่ออกอ่ะ :P
แต่ปิดท้ายด้วย “เสือกับลิง” จ้ะ

1726

ชุดที่สิบสองเป็นการบรรเลงร่วมกันของ cello, ระนาดเอก
ใช้ไม้แข็งเสียด้วยแน่ะ
electric guitar
แล้วก็กลองไม้

แต่มันฟังเข้ากันมากๆ เลย
ให้ตายสิ!
ระดับ T-Bone ยังอาย
และนักร้องก็เสียงมีเสน่ห์สุดๆ
ทั้งยังเป็น entertainer ที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย

และวิธีเอาการร้องแบบลิเกมาใส่เนื้อเพลงสากลนี่
คิดได้ไง?
สุดยอด creative…

เปิดด้วยเพลง My Girl
ทำไมต้องเธอ…
สวย…? ใช่เปล่านะ? ไม่แน่ใจ

ละจากนั้นเขาก็ไล่ถามเป็นเพลง
ว่าแขกแต่ละโต๊ะต้องการเพลงอะไร

เพลงดู๊ ดู ดูเธอทำนี่
ร้องเป็น bossa jazz แล้วมันช่าง….
เข้าท่าอย่างไม่น่าเชื่อ

แล้วก็เป็นตาน้อยหน่า
ผู้ซึ่งรีเควสเพลง “เพียงกระซิบ” ของ blackhead
แต่เค้าแอบมีหยอดหลังจากร้องจบว่า
ร้องไม่ถึงท่อนไคลแมกซ์นะครับ
ฮา

ยังมีเพลง hiphop
ละอื่นๆ อีก
ไล่ไปได้จนกระทั่งลาวดวงเดือน!
จนจบที่เพลง “ขอบคุณ”

เบ็ดเสร็จก็ประมาณสี่ทุ่มน่ะค่ะ

บรรยายมาตั้งขนาดนี้
อยากดูกันบ้างยังเนี่ย?
ไปดูกันเถอะนะ
ไม่ต้องกลัวว่า
ไปดูแล้วจะไม่เข้าใจ
เป็นการแสดงที่ย่อยง่ายด้วยล่ะ
สวยๆ งามๆ
เพื่อสนับสนุนใบไม้อ่อนเหล่านี้
ให้ผลิดอกออกผลอย่างที่ควรจะเป็น
ยิ่งน่าทึ่งเข้าไปอีก
เมื่อได้ทราบว่าการแสดงเหล่านี้
ล้วนกลั่นกรอง
มาจากสมองและสองมือ
ของศิลปินวันเยาว์เหล่านี้

จบแล้ว
ยาว
เหนื่อย
-”-

bangkokmonkey ครั้งที่ 15

27 สิงหาคม 2008

Entry นี้ลัดคิว

วันพุธที่ 27 สิงหา
บันทึกตระเวณกรุงของ bangkokmonkey ครั้งที่ 15

วันนี้ไม่เหนื่อยมากนัก
เพราะว่า
นอกจากตารางจะค่อนข้างหลวมแล้ว
ยังมีอยู่หลายที่ที่เกิด
การผิดพลาดทางเทคนิคขึ้นมาซะงั้น

นอนตื่นสายด้วย
ว่าจะพักตาต่ออีก 15 นาที
ไหงกลายเป็นเกือบสองชั่วโมงได้ไงก็ไม่ทราบ
จากที่จะออกจากบ้านหกโมงครึ่ง
หกโมงห้าสิบมันเพิ่งตื่นเอง ฮา

ระหว่างที่ไปส่งพ่อที่บริษัท
พ่อนึกว่าน้อยหน่าหลับอยู่กระมัง
จึงคุยกับพี่คนขับรถเป็นการใหญ่เรื่องม็อบ
วิธีเลี่ยงและข้อห้ามในการพาน้อยหน่าตระเวณกรุง
หุหุ…

ส่งพ่อเสร็จ
จากสาธรก็วิ่งฉิวมามีนบุรี
ในตอนแรกกะว่าจะเริ่มต้น
ที่บ้านทำกรงนกเขาชวากับเครื่องจักสานดักปลา
แต่ได้รับคำตอบว่า
เลิกทำไปแล้วด้วยเหตุว่าอายุมาก
ส่วนเจ้าที่ทำเครื่องดักปลา
ก็เกษียณตัวเองไปเลี้ยงแพะ
เลยไม่มีเวลาทำ

เฮ้อ…
เสียดาย

เลยไปที่อู่เรือจิ๋วที่ถ. รามคำแหงก่อน
เพิ่งรู้วันนี้เนี่ยแหละว่าถ. สุขาภิบาล 3
กับถ. รามคำแหงก็ส่วนเดียวกันดีๆ นี่เอง

ด้วยวิธีสร้างแบบขึ้นโครงกระดูกงูก่อน
และประกอบเข้าด้วยกันโดยใช้เพียงลิ่มและกาว
ทำให้เรือไม้สักทองชิ้นน้อยเหล่านี้
มีน้ำหนักเบากว่าที่วางขายทั่วไป

1501

เริ่มขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว
จากการที่มีคนนำเศษไม้เหลือทิ้งมาให้
บวกกับความรักในกีฬาเรือใบของเจ้าตัวเอง
ทำให้เริ่มศึกษาค้นคว้าเรือต่อแบบต่างๆ
อย่างเป็นจริงเป็นจัง
ลงมือทำ
จนกระทั่งสามารถเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์อู่เรือจิ๋ว
และรับสอนต่อเรือแก่ผู้สนใจมาถึงปัจจุบัน

รายละเอียดของเรือพวกนี้
น่าทึ่งมากๆ
ถ้าหากไม่ใช่ความรักความเอาใจใส่ที่จะทำแล้วล่ะก็
ไม่มีทางได้ผลลัพพ์เช่นนี้เป็นอันขาด
ลูกรอก… ใบเรือ…
เชือกเส้นน้อยและไม้พายอันนิด
มีแม้กระทั่งกระบอกปืนใหญ่ในเรือรบ
อีกทั้งประตูหน้าต่างก็เปิดได้
สุดยอดมากๆ

รู้ไหม…
ในหลวงทรงต่อเรือใบ moth class
และดัดแปลงด้วยพระองค์เอง
เมื่อลงแข่งขันในระดับโลก
ก็ทรงคว้าเหรียญทองได้อีก
จน moth class ลำนั้น
ขึ้นทะเบียนสิทธิบัตรไปแล้ว

บ้านนี้ติสอีกแล้ว
ชอบ

1502

จากนั้น
ว่าจะไปฟาร์มเลี้ยงปลาน้ำจืดสวยงาม
แต่เบอร์ที่ให้มาโทรไปติดที่ไหนไม่ทราบ
มีผู้หญิงที่พูดจาแปลกๆ รับสาย
แถมมีเสียงเทปสวดมนตร์เป็น background sound ด้วยอ้ะ
หลอนชอบก๊ล

ส่วนเบอร์สวนเสรีไทย
โทรไปติดประกันที่ไหนสักแห่ง
-”-
และทั้งสองที่นี้
ได้ที่อยู่มาแบบกว้างมาก
เลยจำต้องถอยทัพค่ะ

เอ้อ ใช่ๆ
หน้าปากซ. เสรีไทย 6
มีคลองที่ซอยเคยเล่าให้ฟัง
“คลองยายเฮ้อ”
สันนิษฐานว่า
น่าจะมาจากความที่คลองมันกว้างมาก
จนคุณยายอายุแปดสิบ
พอนึกจะข้ามก็ต้องถอนหายใจ
เฮ้อออ…..

น่ารักดีนะ
ฮา

ลองโทรไปที่เบอร์ลึกลับ
ที่ส่งเมสเสจมาหาเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 24
ละส่งมาว่าไรรู้แมะ?
“Happy New Year
hope you happy nah muhahaha”
-_________-”
ใครวะ….

ปรากฏ…
ใครก็ไม่รู้อ่ะ
เสียงผู้ชาย
เค้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าได้เบอร์เรามายังไง
แอบกวนด้วยอ้ะ

จุดต่อไป
เจ้าแม่กวนอิมที่โชคชัย 4 ซ. 39
ไม่ต้องกลัวหาไม่เจอเลย
มีเจดีย์ใหญ่เบิ้ม
เห็นเด่นเป็นสง่ามาแต่ไกลเลยแหละ

1503

กว้างขวางมาก
ร่มรื่นด้วย
ชอบๆ

พอตอนจะออกจากศาลเจ้า
เพื่อข้ามไปเจดีย์ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
คุณป้าที่ร้านขายธูปก็ชวนทำบุญ
อารมณ์สะเดาะเคราะห์ไรงี้
ทุกปี เค้าจะมีการทำบุญกับท้าวจตุโลกบาล
เหมือนต่ออายุน่ะ
จะตรงกับวันที่ 30 เดือน 7 ตามปฏิทินจีน
ซึ่งปีนี้ตรงกับ 30 สิงหาพอดี

พอคุณป้ารู้ว่าน้อยหน่าติดธุระมาไม่ได้
ก็บอกว่าให้เขียนชื่อไว้บนยันต์นี้ก็ได้
เอาไปแปะไว้ที่ถุงข้าวสาร
เดี๋ยวพระจะได้สวดให้
เห็นว่าเป็นการซื้อข้าวสารให้คนด้วย
มีเหตุอันสมควร ^^
ก็เลยสมทบทุนไปค่ะ
เล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้เดือดร้อน
แต่ก็สบายใจดีนะ

เดินข้ามซอย
ไปเจดีย์
วู้ว….
ใหญ่มากกกกกกก
สวนหินสวยดีนะ
photogenic ด้วย
เอิ๊กๆ
ในตัวเจดีย์มีเจ้าแม่กวนอิมปางพันมือเป็นประธาน
อยากรู้ว่าครบมั้ยไปนับเองนะคะ
ละก็ติดพระพุทธรูปไว้ตั้งหมื่นองค์แน่ะ
นับกันเอาเองนะจ๊ะ
ฮา
น้อยหน่าขอบาย

1504

คุณฯ โทรมาอีกที
คอนเฟิร์มว่าได้ที่ตำหนักสวนกุหลาบแล้วแน่นอน
เยส!!!
ทำถึงขนาดเอาดิคชันนารีไปเปิดยืนยัน
อุตสาหะมากค่ะ
T_T ซาบซึ้งๆ
เดี๋ยววันไหนคงต้องแวะเข้าไปเอาสำเนาใบอนุมัติ
เพราะวันที่ 3 กันยาต้องไปถ่ายตอน 9 โมงเช้าเลย
แวะเข้าไปที่พระบรมมหาราชวังก่อนคงไม่ทัน
คุณฯ ว่าบอกให้เขาเข้ามาเช้ากว่าปรกติก็ได้
ขอบคุณมากๆ นะ
แต่ไม่เอาล่ะค่ะ เกรงใจง่ะ
ช่วยถึงขนาดนี้แล้ว
ไม่ไหว
รู้สึกเราจะรบกวนมากไปแล้ว

ต่อด้วย
อุทยานนกน้ำที่หมู่บ้านดีสมโชคค่ะ
เสียดาย
ไม่ใช่ฤดูอพยพ
เลยมีแต่ภาพเวิ้งว้างอย่างนี้

ถ่ายรูปออกมาดูดีใช่แมะ?
จริงๆ ไม่ใช่งี้หรอก
ฮา

1505

แวะทานข้าวกลางวันที่ร้านไก่ย่างเสือใหญ่
อา… คิดถึงจังเลย
ไส้กรอกอีสานกับปลาดุกฟูผัดพริกขิงไข่เค็ม
รสจัดจ้านแบบนี้
เอาฟัวกราส์มาแลกก็ไม่ยอม
ฮา

ถ่ายรูปที่สนามกีฬาหัวหมาก
แอบดูดีนะเนี่ย

1506

แล้วก็ข้ามเมือง
ไปสนามบินดอนเมือง
ไม่ได้มาตั้งนานแล้วนะเนี่ย

ฟ้าชักครึ้มฝน
1507

ตลาดหลังการบินไทยค่ะ
รู้ป่าว…
ที่จริง
ชื่อตลาดลุงเพิ่ม ตลาดป้าจูนะเออ

เพิ่งเคยมาครั้งแรกแหละ

1508

แอบได้เดรสใหม่หนึ่งตัว ^^”
จากร้านในรูปทางซ้ายนี่เอง
ร้าน Love Make
ตลาดป้าจู หลังการบินไทย
หาไม่เจอก็กด 081-447-8885
พี่ที่เป็นเจ้าของอัธยาศัยดีมากค่ะ
พอเห็นน้อยหน่าสะพายกล้องก็ถามด้วย
สรุปว่าพี่แกก็ทำงานเป็นโปรดิวเซอร์โฆษณาอยู่เหมือนกัน
พวกเดียวกันนี่นา อิอิ

bangkokmonkey ครั้งที่ 14

26 สิงหาคม 2008

Entry นี้ขอลัดคิว
เพื่อความทันต่อเหตุการณ์

วันอังคารที่ 26 สิงหา
บันทึกตระเวณกรุงของ bangkokmonkey ครั้งที่ 14

เป็นวันที่ยาวนานมาก
เหนื่อย
ยับเยิน
ทั้งร่างกายและจิตใจ
ฮือ…

เอ้อ…
เป็น entry ที่เกี่ยวข้อง
กับคำราชาศัพท์จำนวนมาก
ที่ข้าพเจ้ามิถนัด
อีกแล้ว
ผิดพลาดประการใด
ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ง่วงมาก
เมื่อคืนนอนดึก
ตื่นเช้าอีกแน่ะ
ออกจากบ้านหกโมงครึ่ง
เพราะต้องไปส่งพ่อที่บริษัทก่อน
ลูกลิงถึงจะไปตระเวณกรุงได้

พอข้ามมาฝั่งพระนครก็เจอเลยล่ะ
หัวขบวนม็อบพันธมิตร
ที่วันนี้ดีเดย์
เคลื่อนพลใหญ่
ไปล้อมทำเนียบรัฐบาล
แต่ก็ดูสงบดีนะ
มีการป่าวประกาศด้วยว่า
พ่อแม่พี่น้อง
ช่วยเดินชิดขวาด้วยนะ
จะได้ลดการขีดขวางการจราจร
concernๆ

เริ่มแรก
ที่พิพิธภัณฑ์ช้างต้น
ในเขตพระราชวังดุสิต
เข้าทางพระที่นั่งอภิเศกดุสิตนะจ๊ะ
ที่ต้องระบุว่าเป็นโรงช้างต้นของวังไหน
เพราะว่าที่วังจิตรลดาฯ
ก็มีอีก
แถมยังสร้างโดยการจำลองแบบ original
ของวังสวนดุสิตไป
มองภายนอกคล้ายคลึงกันมาก
อาจจะทำให้สับสนได้

บังเอิญที่น้อยหน่าโชคดี
อีกแล้ว ฮา
ดีค่ะ ชอบ
ได้พบอ.วรการ
ผู้ทำหน้าที่ดูแลใกล้ชิดช้างไทยมากที่สุดคนหนึ่ง
อาจารย์ก็เมตตานำชมพิพิธภัณฑ์ค่ะ
ทำให้ได้รู้เรื่องราวและเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
เกี่ยวกับช้างไทย
ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
กระทั่งเรื่องช้างแปดเชือกที่ NGO คัดค้านหนัก
เป็นข่าวอื้อฉาวเมื่อไม่นานมานี้ด้วย หุหุ
ต้องขอขอบคุณอาจารย์อีกทีนะคะ
อ้อ…
ได้เห็นแล้วว่างาช้างที่เขาเรียกว่า
“สูงท่วมหัว”
นั้นเป็นอย่างไร

1401

รู้ไหม…
เดี๋ยวนี้เคนยาลองจับช้างแอฟริกัน
มาหัดใช้งานแล้วนะ
กลวิธีก็ฝึกเอาจากไทยเรานี่เอง
แต่ฝรั่งเป็นคนทำล่ะ

ช้างป่าใช้ลักษณนามว่า
“ตัว” หรือ “โขลง”
ถ้าอยู่เป็นกลุ่ม
แต่เมื่อเป็นช้างบ้านแล้ว
จะเป็น “เชือก” แล้วก็นับจำนวนไป
แต่ถ้าเป็นช้างที่ทรงรับไว้แล้ว
ลักษณนามใช้ “ช้าง” ค่ะ
ช้างต้นนี่
นับว่ามียศศักดิ์เทียบเท่าชั้นเจ้าฟ้านะเออ
พิธีสมโภชก็ใช้ฉัตรห้าชั้นเท่ากัน

แล้ว “ช้างเผือก”
ก็ไม่ได้มีเฉพาะ “ช้างเผือก” อย่างเดียวนะ
มีแบ่งเป็นประเภทต่างๆ
และตามลำดับชั้นด้วย
ลักษณะที่หายากที่สุดคือมี 20 เล็บ
ช้างโดยทั่วไปแล้วจะมี 18 เล็บเท่านั้น
อาจารย์ว่า…
ถ้าหากได้พบเห็นช้างลักษณะดังที่ว่าละก็
จูงมาได้เลย
หายากขนาดที่ว่า
ตลอดทั้งรัชสมัยรัตนโกสินทร์
มีปรากฏไม่เกิน 7 ช้างด้วยกัน
ในรัชกาลที่ 9 นี้
ก็มีปรากฏอยู่เหมือนกัน
แต่ยังเล็กอยู่และไม่ค่อยแข็งแรง
จึงได้ล้มไปเสียแล้ว

หรือช้างที่ไม่ได้ “เผือก”
แต่มีลักษณะที่เป็นมงคลตามตำรา
ก็มีสิทธิได้เป็นช้างต้นเหมือนกัน

ช้างเกิดในป่าคือ “ช้างลูกเถื่อน”
ช้างที่เกิดในบ้านเป็น “ช้างลูกคอก”
ก็ฟังดูสมเหตุสมผลดีนะ

ซ้าย อุปกรณ์ที่ชาวส่วยใช้คล้องช้าง
ขวา แบบจำลองแพรับขวัญในร.5
ถ้าจำรัชกาลไม่ผิดนะคะ
1402

เรื่องการคล้องช้าง
คงหนีไม่พ้นเรื่องคาถาอาคมต่างๆ
ตามความเชื่อแต่เดิมมา
ซึ่งที่นี่ก็มีจัดไว้ให้ชมครบครัน
ตั้งแต่ลูกสะกด งาคุด เขาคุด
เขี้ยวหมูป่าตัน เขี้ยวเสือกลวง
ไปจนกระทั่งเหล็กไหล!

ละบ่วงลงอาคมที่ใช้คล้องช้างนี่นะ
พรานจะรอจังหวะ
แล้วเหวี่ยงไปที่เท้าหลัง
เพราะช้างนั้น
ออกเดินด้วยเท้าหลังก่อนเท้าหน้านิดนึง
จากนั้นค่อยกระตุกดึง
ไม่รู้ว่าคนที่คิดคำว่า
“ช้างเท้าหลัง”
รู้ถึงธรรมชาติในข้อนี้รึเปล่านะ?
อุอิ

1403

ซ้ายบนเป็นรูปจำลองของกาเผือก
ที่จริงมีลิงเผือกด้วยนะ
จำลองมาจากตัวจริงที่เสียไปแล้ว
“ปู่”
เคยอยู่ในวังจิตรลดาฯ
จนอายุตั้ง 60
ตาเป็นต้อเสียหมด

เขาว่ากันว่า
เมื่อใดได้ช้างเผือกอันถูกต้อง
ตามลักษณะคชลักษณ์อันประเสริฐมา
มักจะได้กาเผือกและลิงเผือกมาด้วย
ดังได้สรรค์สร้างมาด้วยกัน

เรื่องกาเผือกนี่ก็เพิ่งมีที่อุบลนะ
ลองกุ๊กกู๊ดูกัน
ขาวดังหิมะ
แดงดังโลหิต
เหมือนไม่มีอยู่จริง

มีหนังช้างเผือกที่ขาวบริสุทธิ์
เก็บรักษาไว้ด้วย
แปลกมากๆ
เป็นช้างในสมัยร.4
แต่ได้ล้มลงระหว่างทางเสียก่อน
ร.4 จึงโปรดเกล้าให้ทำการรักษาไว้
แต่ไม่เป็นที่ปรากฏว่าอันสีที่ขาวประหลาดนี้
มีเฉพาะส่วนหรือเป็นทั่วทั้งตัว
ถ้าขาวบริสุทธิ์ดังหิมะเช่นนี้จนตลอดตัวล่ะก็
โห้…
อยากเห็น…

จากนั้น
เดินออกประตูลับ อิอิ
ไปรัฐสภาที่อยู่ข้างกัน

ต้องแลกบัตรที่จุดรักษาการณ์ก่อนนะ
1404

ถนนโล่งจนน่าตกใจ
คงเพราะคนเลี่ยงแถวนี้น่ะแหละ

แดดร้อนเปรี้ยงเลยล่ะ
ก็ตอนเที่ยงนี่นา

ข้ามถนน
เดินเลยมาอีกนิด
ก็เข้าสวนสัตว์ดุสิต

คุณพรหมพัฒน์โทรมาพอดี
ผ่านแล้วสอง
ติดด่านที่สาม
ได้เหตุผลมาว่า
เพราะชื่อโปรเจค!
bangkokmonkey
ดูไม่เป็นมงคล
ฟังแล้วส่อไปในทางต่ำ
อร๊ายยย…
น้อยหน่าจะเป็นลม

เพราะลิงมันอยู่ไม่สุข
กระตือรือร้น
ยุกยิก
จุ๊กจิ๊ก
อยู่ตลอดเวลาตะหากเล่า
มันถึงมาตระเวณกทม.อย่างนี้
ทั้งที่อยู่บ้านนอนตีพุงกลมๆ
สบายกว่าตั้งแยะ

ละก็ฉลาดด้วยนะ

ขอบคุณอีกทีนะคะ
คุณช่วยน้อยหน่าไว้มากจริงๆ
T_T
ฮือ
ทำไมเป็นคนดีอย่างนี้

หวังว่าคงไม่ได้เข้ามาอ่านอีกนะ
หุหุ
ว่าแต่…
นี่หน้าตาติสแตกขนาดนั้นเลยเหรอ?
O_O

ไม่ได้มาเขาดินนานมากแล้ว
ตั้งแต่ยังไม่ถึงสิบขวบเลยมั้ง
อ๊าก
นี่มันโปรเจคเช็คอายุชัดๆ!

พอๆ
ดูรูปไป
เขียวดีนะ

1405

ร่มรื่นกว่าที่จำได้นะ
ดูดีกว่าที่คาดไว้ด้วย
แหะๆ
มีการจัดการที่…
ต้องบอกว่าเหนือความคาดหมาย

มีตัวอะไรต่อมิอะไร
ให้น้อยหน่าเล่นมากมาย

1406

แต่ชอบไอ้นี่ที่สุดแล้ว
ฮา

1407

จากนั้น
เดินกลับมาที่วังสวนดุสิต
ละขึ้นรถไปทำเนียบรัฐบาล

เอ…
ก็ดูสงบใช้ได้นะ
คนพูดก็พูดไป
เห็นบอกว่าสถานที่ต่างๆ
ล้วนมาจากตังค์ภาษีเราทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้น
มิควรทำลาย
ละก็ไม่ได้มีใครมาห้ามเราถ่ายรูปนะ
ก็เห็นเฉยๆกัน

1408

ได้คุยกับคุณฯ
จะใช้ย่อเอาแล้วนะ
ขี้เกียจพิมพ์ฮะ
อีกที
อุตส่าห์เตือนว่า
ถ้าวันนี้จะออกไปถ่ายรูป
ระวังตัวหน่อยก็ดี
แต่…
สายไปนิดนึงฮับ
บังเอิญว่าไปเดินปร๋อ
ในใจกลางม็อบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ฮา

เดินมาอีกนิดเป็นวัดเบญฯ
ปิดเงียบทีเดียว
มีพันธมิตรเข้ามานั่งพักหลบร้อนประปราย

1409

จากนั้น
นั่งรถไปย่านถ. สุโขทัย
บ้านครูไพศาล
ลุงที่ทำเรือสุพรรณหงส์น่ะ

1410

ลุงทำเรือสุพรรณหงส์จำลองมากว่า 45 ปีแล้ว
อาศัยครูพักลักจำเอา
เดิมทีก็เป็นอาชีพเสริมแต่สมัยหนุ่ม
เพราะอาชีพครูสอนพละตังค์มิพอ
ส่วนเหตุที่เลือกทำโมเดลสุพรรณหงส์
เพราะความประทับใจในความงดงามล้วนๆ
อีกทั้งตัวลุงเองก็เป็นคนอยุธยา
ซึ่งในสมัยอยุธยานั้น
สูงสุดเคยมีเรือแบบนี้อยู่ถึง 500 ลำ
จึงรู้สึกผูกพัน
เหมือนเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งด้วย

น้องชายที่อยู่เชียงใหม่
มักทำขนาดเล็ก
ไล่ตั้งแต่ 35cm, 45cm, 50cm
ไปจนถึง 1m
ที่ลุงเคยทำถวายควีนอลิซาเบธที่สอง

ไม้ที่ทำนั้น
ใช้ไม้อะไรก็ได้กระทั่งไม้ยาง
หากได้ไม้สักก็จะดี
เพราะนิ่ม ไม่มีเสี้ยนและทนทาน
ข้อเสียคือราคาแพง
แล้วก็หายากขึ้นทุกวัน
แต่ก็คุ้มค่า

น้อยหน่าชอบบ้านลุง
ติสมากมาย
ถ่ายรูปแล้วสวยจริง

ลุงแสดงวิธีการตัดกระจกให้ดูด้วย
น้อยหน่าถามเพราะเห็นลุงว่า
ประกอบทุกอย่างเอง
แม้กระทั่งที่ครอบกระจก
เลยอยากรู้ว่าตัดกระจกได้อย่างไร

ลุงกรีดที่ตัดไปตามไม้บรรทัดเป็นรอยบางๆ
แล้วก็ถือชิ้นกระจกขึ้นมาเคาะสองสามทีเบาๆ
เท่านั้น
กระจกก็หักออกมาเอง
ลุงชี้ให้ดูหัวตัดของเครื่องมือ
แล้วบอกว่าทำมาจากเพชร

“ที่เขาว่าเพชรตัดเพชรไงลูก”
แล้วก็หัวเราะชอบใจใหญ่

1411

โอ้ว…
ระหว่างที่อยู่บ้านลุง
มีข่าวลับมาแหละ
ให้ออกมาจากแถวหน้าทำเนียบโดยไว

จากนั้น
ไปหอสมุดแห่งชาติ
ไม่ได้มานานแล้วเหมือนกัน

เหมือนตู้ยาจีนเก่าๆ ดี
ชอบ
1412

ชั้นสองทำใหม่เยอะมาก
เปรี้ยวขึ้นแยะเลย

ได้ไปถ่ายส่วนอื่นๆ
รวมทั้งหอสมุดดนตรีด้วย
ผอ. น่ารักมากๆ เลย
อวยชัยให้พรน้อยหน่าเป็นการใหญ่
ขอให้ทำสิ่งที่ปรารถนาให้สำเร็จ
ขอบคุณนะคะ

จากนั้น
ไปวัดราชาธิวาส
สวยดีจ้ะ
ละก็กลับบ้าน

ปล.

จบห้วนเล็กน้อย
เพราะง่วงแล้ว
แฮ่

วันนี้ไม่ได้ติดต่อที่ไหนเลย
มีติดต่อกลับมาหนึ่งราย

ตกกลางคืน
เซ็งบรมเลย

ของเล่น~