Entry นี้ลัดคิว
วันศุกร์ที่ 29 สิงหา
บันทึกตระเวณกรุงของ bangkokmonkey ครั้งที่ 17
ลัดคิวอีกแล้ว
คราวนี้ด้วยความประทับใจ
อันยากจะลืมเลือน
เป็นวันที่พิเศษอย่างยิ่งจริงๆ
ในแง่ความโชคร้ายนะ
ฮา
มีทั้งวิ่งหนีหมา
กล้องหาย
เป็นอย่างไรมาฟังกัน
ตอนเย็นไป Studio 9
ของภัทราวดีเธียเตอร์
ประทับใจอย่างยิ่งเช่นกัน
ทำให้ได้รู้ว่า
อันความอ่อนไหว
เปรียบดังเหรียญสองด้าน
เป็นได้ทั้งพรจากสวรรค์
หรือคำสาป
เพราะรับความรู้สึกจากปัจจัยภายนอกได้ง่าย
เราก็เสมือนยืนอยู่บนความต่างสุดขั้วของอารมณ์
ตลอดเวลา
อารัมภบทมาขนาดนี้แล้ว
เชิญติดตามชม
Entry รูปเยอะพิเศษนี้ในทันใด
เหนื่อยจัง…
ความเหนื่อยสั่งสมมาหลายวัน
ดูหน้าหนังสือพิมพ์แล้วยิ่งเหนื่อยใจ
เฮ้อ
เพราะกรมท่าเรือของกองทัพเรือ
ไม่ให้เลี้ยวเข้าจากถนนวังเดิม
เลยต้องเสียเวลาหาทางอ้อมกันเล็กน้อย

ถึงที่นั่งรอจะไม่ติดแอร์
แต่ก็ไม่ร้อนเลย
รอที่ประชาสัมพันธ์ได้อย่างสบายๆ
ดูไปดูมา…
รู้สึกว่าทหารเรือเท่จังเลยอ่ะ
ฮา…
รอนานเล็กน้อยกว่าคุณจักรกฤษณ์จะมารับ
เพราะลุงต้องข้ามเรือมาจากฝั่งกทม.
ที่วังเดิมนี่เดินดุ่ยๆ เข้าไปเองมิได้ค่ะ ห้าม ห้าม
ด้านในวังสวยร่มรื่นมาก
คุ้มค่ากับความยุ่งยากที่ผ่านมา :)
น่าเสียดายที่เข้ามาเป็นการค่อนข้างส่วนตัว
เลยไม่สามารถเก็บภาพด้านในของห้องจัดแสดง
ที่มีของเก่าทรงคุณค่าต่างๆ มาให้ชมกันได้
ชมภาพด้านนอกไปก่อนนะจ๊ะ
ไม่เคยเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาจากมุมนี้มาก่อนเลยล่ะ

ที่หน้าอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมีท่าน้ำอยู่
มองไปเห็นฝูงปลาสวายว่ายกันคลาคล่ำ
คุณจักรกฤษณ์บอกว่าเป็นเขตห้ามจับ
น้อยหน่ามองฝูงปลาที่ดำผุดดำว่ายแล้วก็งง
“ทำไมมันถึงดุ๊กดิ๊กกันอย่างนั้นล่ะคะ?”
ลุงหัวเราะก๊าก
“ไม่ดุ๊กดิ๊กมันก็ตายสิคะ”
อือ…
ก็จริงเนอะ ^^”
นั่งคุยกับลุงจักรกฤษณ์และพี่เหน่ง
บนชั้นสองห้องสมุดในตำหนักเก๋งสมเด็จพระปิ่นเกล้าอยู่นาน
ทั้งเรื่องการศึกษา ชีวิตความเป็นอยู่ อะไรต่างๆ มากมาย
เป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่าง
ทหาร ข้าราชการ และพลเรือนที่ชิลมาก
ทหารเรือใจดี
ให้ยืมที่จอดรถได้
น้อยหน่าเลยเดินไปวัดอรุณฯ
ที่อยู่ติดกัน
สวยมากๆ…
น่าจะมาเสียตั้งนานแล้ว
แต่ก็อย่างนี้ล่ะน้า
ของดีใกล้ตัว
มักถูกมองข้ามเสมอ
ว่าแต่ลิงสามตัวนั่น
มาได้ไงอ้ะ?
ขี้โกง…

เดินกลับมาที่กองทัพเรือ
เลยไปอีกนิดและเลี้ยวเข้าซอกซอย
เพื่อไปวัดโมลีโลกยาราม
ดูเป็นวัดที่เป็นวัดจริงๆ
กล่าวคือไม่ใคร่มีอะไรให้ถ่ายรูปเท่าไหร่
ฮา
จะเข้าไปถ่ายกุฏิสงฆ์ก็เกรงใจ
จึงได้รูปมาแต่เท่านี้แหละค่ะ

เดินกลับมาที่หน้ากองทัพเรืออีกที
ทานข้าวที่ร้านอาหารไทยชื่อ “บางกอกเรโทร”
บรรยากาศชิลมาก
ราคาก็ไม่แพงด้วยล่ะ
ร้านอาหารเดี่ยวๆ ห้องติดแอร์
กินมื้อนึงไม่ถึง 70 บาท… เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็นนา
แต่จะชิลกว่านี้ถ้าไม่มีข่าวให้ดู ^^”
เห็นสถานการณ์บ้านเมืองแล้วห่อเหี่ยวพิลึก
ชอบที่ทำการไปรษณีย์ที่อยู่ข้างๆ อ้ะ
ไปรษณีย์ที่รัก…
น่ารักจัง

ขึ้นรถข้ามคลองบางกอกใหญ่
ไปวัดกัลยาณมิตรฯ
เสียดายที่วิหารทั้งสองข้างพระอุโบสถมีร้านซ่อมระเกะระกะเชียว
ทั้งที่ตามปรกติน่าจะสวยงามมิใช่น้อย
แต่เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว
ก็ลงไปเก็บภาพวิถีชีวิตริมน้ำเล็กน้อย
ขึ้นเหนือไปอีกนิด
วัดสุวรรณาราม
ถ่ายรูปคลองบางกอกน้อย
แล้วก็วัด…
ที่มีหน้าบัน
สามเหลี่ยมหน้าหลังคาวัดอ่ะนะ
ที่สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
แกะเป็นรูปนารายณ์ทรงสุบรรณ
น่าเสียดายที่ทรุดโทรมด้วยกาลเวลา
ถ่ายรูปมาแล้วเห็นเป็นมืดๆ ไปหมดเลย

ตัวอุโบสถเอง
ซึ่งด้านในมีภาพเขียของสองช่างฝีมือเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
รัชสมัยของ ร. 3
ครูแป๊ะและครูทองอยู่
บรรจงวาดประชันฝีมือกัน
และได้รับคำกล่าวว่า
งดงามที่สุดในประเทศไทย
ก็ไม่เปิดเสียอีกแน่ะ
ด้วยความเสร่อ
เล่นเอาเกือบแย่แน่ะ
คือน้อยหน่าหาทางเข้าวัดไม่เจออ่ะ
เลยเดินอ้อมไปด้านหลัง ซึ่งเป็นที่จอดรถด้วย
เข้าเขตวัดได้นิดเดียว
ก็ได้ยินเสียงคำรามฮื่อ
ขณะที่เริ่มจะถอยๆ พร้อมเหลียวซ้ายแลขวานั่นเอง
ก็มีหมาน่อยโผล่มาจากไหนไม่รู้
ยืนจังก้าสามตัวด้วยกัน
แล้วก็พุ่งเข้ามา…
น้อยหน่าก็เก๊าะเลยเผ่นสิคะ
ฮา
ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีเนี่ย
ว่าแต่ทำไมพี่ใหญ่กับคุณฯ
พูดเหมือนกันเลยนะ?
หมากัดจงกัดตอบ!
ไม่ใช่ละ…
หมาจะกัดอย่าไปกลัว
จ้องตามัน…
น้อยหน่าไม่ไหวล่ะค่ะ
ขออนุญาตโกยก่อนเลย
ล้มเลิกความคิดจะเข้าวัดทันตาเห็น
ละเดินไปสำนักงานเขตฯ
เลาะเลี้ยวไปข้างหลังเพื่อไปตลาดไร้คาน
แถวนี้ถ่ายรูปโทนซีเปีย
ได้อารมณ์ดีเนอะ

เสียดายที่ตลาดวายไปแล้ว
แต่รูปก็ออกมาสวยดีนะ
เดินไปอีกนิดก็ถึงบ้านบุ
ทำขันลงหิน
แต่ดูไม่มีใครเลย
ทั้งที่บอกว่าเปิดวันจันทร์ พุธ ศุกร์แท้ๆ
ไม่กล้าเดินเข้าไปเองมากนักด้วยล่ะ
ยังสยองหมาไม่หาย
ถ่ายบ้านร้างที่อยู่ตรงข้ามแก้เซ็ง
ออกมาก็ดูติสดีนะ ว่ามั้ย?

ยังไงไม่รู้…
กล้องหาย!?!?
กระเป๋าเปิดอ้าเชียว
ไม่แน่ใจว่าระหว่าง ซ. โซ่ สองตัว
คือ “เซ่อ” ลืมปิดกระเป๋า
หรือ “ซวย” โดนล้วงประเป๋า
มันเป็นตัวไหนกันแน่
ฮา
ค่ะ
ไม่มีโมโหหรือหงุดหงิดซักกะนิด
ไม่ใช่ไม่เสียดายนะ
แต่ก็… นะ
น้อยหน่ามักประสบโชคร้ายแบบแปลกๆ จนชินเสียแล้ว
นับแต่ที่มีน้ำตกในบ้านเช่าที่อังกฤษคราวนั้น
คือน้ำจากเครื่องซักผ้า
ของห้องข้างบนมันรั่วลงมาตามโคมไฟในห้องนอนน้อยหน่า
เป็นน้ำตกเลย
จริงๆ ก็สวยดีอ่ะนะ
นั่นแหละ…
ตั้งแต่ตอนนั้น
ก็ปลงละ
รู้สึกว่า…
จะอะไรพิลึกขนาดไหน
ก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ^^”
อีกอย่าง…
รักและริจะทำอะไรแบบนี้
งานชนิดที่ไม่อาจรู้ได้เลยว่า
วันนึงจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจตัวเอง
ให้พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ล่ะนะ!
ยังไงก็ถือว่าเป็นเคสที่ดีที่สุดแล้วถ้ากล้องจะหาย
คือน้อยหน่าพกกล้องสองตัวน่ะ
กล้องใหญ่ๆ ดีๆ ตัวนึงที่ใช้ทำงาน
และกล้องคอมแพคตัวเล็กไว้สำรอง
และที่หายนี่คือกล้องตัวเล็ก
ที่ไม่มีรูปเลยแม้แต่ไฟล์เดียว
ก็คือว่าฟาดเคราะห์ไปละกัน
ดีใจด้วยที่พ่อแม่ไม่โกรธ
เป็นห่วงเรื่องงานแต่พอได้รู้ว่าไม่มีรูปหายก็โล่งใจ
พ่อยังคิดเรื่องหมามากกว่าอีก
ก๊าก
นั่งรถกลับมาบางกอกน้อยอีกครั้ง
และวัดอมรินทราราม
แต่โบสถ์ปิดอีกละ
อดชมหลวงพ่อโบสถ์น้อยเลย
เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อองค์นี้
เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
คือเครื่องบินมาทิ้งระเบิดสถานีรถไฟบางกอกน้อย
และบริเวณใกล้เคียงจนเสียหายยับเยิน
แต่บริเวณตัวโบสถ์กลับไม่เป็นอะไรเลย
จนชาวบ้านเห็นเป็นที่อัศจรรย์
ว่าแต่…
พระอุโบสถข้างหลังก็ใหม่ดีอยู่หรอก
แต่ไหงปรางค์เล็กข้างหน้าทำไมโทรมชอบกล

จากนั้นไปพิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธี
แนะนำให้เข้าทางฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางเรือจะสะดวกกว่านะ
เพราะถ้าเข้าทางซ. อรุณอมรินทร์ 24 อย่างที่น้อยหน่าทำ
ต้องเดินผ่านชุมชนเป็นระยะทางไกลพอสมควร
ถ้าไม่ใช่คนบ๊องๆ อย่างนี้ก็ดูน่ากลัวนิดนึง
และแถมว่าตอนนี้น้อยหน่ามีความประสาทเรื่องหมาเล็กน้อย
ทั้งที่แต่ก่อนก็เฉยๆ… หมาก็หมาสิ
ถามทุกบ้านที่มีหมาว่ากัดมั้ย? ไม่กัดจริงนะ?
-”-

ที่นี่เก็บค่าถ่ายรูปด้วย
น้อยหน่าชอบแบบนี้มากกว่าจะห้ามถ่ายนะ
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว
ใช้เป็นวิธีหากะตังค์ก็ดีไปแบบ
ละก็คิดว่าคุ้มกับการได้ถ่ายรูปเรือพระราชพิธีใกล้ๆ ชัดๆ ด้วย
งดงามจริงๆ
นอกจากเรือลำเด่นที่รู้จักกันดีอย่าง สุพรรณหงส์ นารายณ์ทรงสุบรรณ ฯลฯ แล้ว
ยังมีโขนเรือพระราชพิธีเก่าๆ
ที่ตัวเรือได้เสียหายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย
รวมทั้งจัดแสดงของที่ใช้ในพิธีพยุหยาตราทางชลมาคร
สวยมาก…
พูดได้เต็มปากว่ามีที่เดียวในโลก

ได้พบพี่ราตรี…
แลกเบอร์อีกแล้วด้วยความเนียน
:P
ขึ้นรถไปวัดดุสิตาราม
อ่ะ…
ดูเหมือนวัดร้างเลยอ้ะ
เลยขอชิ่งไปวัดชิโนสาราม
เห็นตั้งแต่ยังไม่ลงจากรถแล้วว่า
มีหมาเยอะ -”-
บังเอิญว่ามีผู้ชายสองคนท่าทางแปลกๆ เดินผ่าน
และฝูงหมาก็รุมเห่าสองคนนั้นใหญ่เลย
ละเค้าไม่กลัวด้วยนะ
ประสาทแข็งจริงๆ
แต่น้อยหน่าขอเผ่น
ด้วยความประสาทเสียตกค้างจากเมื่อตอนบ่าย
ฮา
เอ๊…
มาคิดอีกที
หมามันเห่า
เพราะเค้าเป็น…
รึเปล่า?
หยึย
O_O
จากนั้นก็ไปวัดระฆังฯ
ซอยแคบมากกกกกก…..
volvo suv เข้าไปได้ครือๆ
Don’t try this at home!

วนเวียนถ่ายรูปอยู่สักพัก
ก็เดินมาภัทราวดีเธียเตอร์ที่อยู่ใกล้กัน
ตอนนี้ที่นี่มีร้านอาหารชื่อ Studio 9
คอนเซปต์ว่า Dining Theatre by The River
ทุกวันศุกร์และเสาร์
มีการแสดงของนักเรียนที่ได้ทุนจากโรงเรียนศิลปะการแสดงของภัทราวดีเธียเตอร์
เริ่มตั้งแต่ทุ่มครึ่งเป็นต้นไป
ผลัดเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ ค่ะ
รายได้ก็มาสนับสนุนการสืบสานศิลปะการแสดงของไทยเรานี่เอง

ระเบียงที่เห็นยื่นออกไปนั่น
มีความเป็นส่วนตัวมากๆ
นั่งได้แค่สองคน
มากสุดสี่คน
ตั้งปต่เปิดมาสองปีนี้
มีคนมาจองใช้ขอแต่งงานไปแล้วหลายคู่เหมือนกันนะ :)

ถึงน้อยหน่าจะมาตั้งแต่บ่ายสี่นิดๆ แต่ก็ไม่เบื่อเลย
ได้คุยแนะนำตัวกับคุณอนุรักษ์ GM ของร้าน
ก็ประทับใจ
ใจดี… ให้ถ่ายรูปได้ตามสบาย
ทั้งยังจะส่งรายละเอียดมาให้
ละบอกด้วยว่าเมื่อหนังสือเสร็จแล้ว
ก็สามารถนำมาวางขายได้ที่นี่ได้นะ
เย้!
วิวสวยจริงๆ

นั่งเขียนบันทึกบวกกับโทรอัพเดตคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย
จนได้เวลาเริ่มแสดง

ชุดแรกเป็นการแสดงของสาวน้อยนางหนึ่ง
ประกอบกับเสียงหวานกังวานของระนาดเอก
ที่บรรเลงโดยนักเรียนอีกคน
ซึ่งมีฝีมือไม่ธรรมดาเลย
เหมาะมากที่จะเป็นการแสดงเบิกโรง
เพราะนอกจากสาวน้อยคนนั้นจะแสดงได้ดีจนน่าทึ่งแล้ว
จังหวะที่ไม่ช้าไม่เร็วเกินไป
ก็เหมาะจะเป็นออเดิร์ฟก่อนอาหารหนักได้ดี
รู้สึกหลงรักเธอเข้าให้เสียแล้ว
วงหน้าใสกระจ่างเพียงเลขา
เนตรงามคม
ตัวน้อยอ้อนแอ้นเอวบาง
และแขนอ่อนหยัด
ชวนให้คิดว่า
หากเธอรัดเครื่องทรงอย่างเต็มยศ
แลร่ายรำอยู่ในราชสำนักอันรโหฐาน
คงจะงามตายิ่ง
ถึงกับเพ้อทีเดียว…
เข้าใจแล้วว่าทำไม
ถึงมักจะมีเรื่องโรมันกะติ๊กเกิดขึ้นในวงนาฏศิลป์เสมอ

ชุดที่สองดุดันขึ้น
ด้วยลีลากลางของสามชาย
เป็นการแสดงที่เรียกร้องความสนใจได้ดีทีเดียว
เหมือนเสียงกลองจะเข้าไปกระหึ่มอยู่ในหัวใจ
:)

ชุดที่สามเป็นการแสดงสั้นๆ
แต่พวกเธอก็ทำได้ดีจนน่าประทับใจ
นักเรียนสาวน้อยสามคน
หนึ่งในนั้นคือนางรำน้อยที่เป็นรักแรกพบ :P
ใช้แสงเงาเล่าเรื่องราวประกอบบทเพลง
What a Wonderful World
ได้อย่างน่ารักและมีอารมณ์ขัน

ชุดที่สี่เริ่มด้วยกลองเดี่ยว
แต่อย่าคิดว่าธรรมดา
เพราะพี่ท่านสามารถ
ใช้ผนังและพื้น
และทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว
ประกอบการแสดงด้วย
ติดตามมาด้วยกลุ่มนักแสดงรุ่นเยาว์
อังกะลุง กับบทเพลงอันไพเราะ
ความดุดันของกลองมิได้ข่อเสียงใสนั้น
แต่กลับส่งเสริมและขัดแย้งกันอยู่ในที
กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวกลมกล่อม
ไม่หวานเลี่ยนจนเกินพอดี

ชุดที่ห้าเป็น contemporary bangkok อย่างแท้จริง
ด้วยการนำเพลง My Girl
ที่ร้องว่า
I guess you’d say
What can make me feel this way?
My girl
My girl
My girl
Talkin’ ’bout my girl น่ะ
มา remix แบบไทยๆ
ประกอบการร่ายรำที่ใช้ท่าทางตามบริบทดั้งเดิม
แต่ปรับให้เข้ากับเพลง
ก็ทำให้การแสดงชุดนี้
แม้ดูเผินๆ อาจจะดาดดื่น
แต่ก็มีอะไรซ่อนแฝงอยู่ให้แปลกใจเหมือนกัน
ชุดที่หกเป็นละครใบ้น่ารักๆ
มาคั่นจังหวะความจริงจัง
หน่าชอบละครใบ้เสมอมา
เพราะรู้สึกว่าเมื่อสรรพเสียง…
อันเป็นการสื่อสารทางหนึ่งของมนุษย์เรานั้นขาดหายไป
ที่เหลืออยู่นั้นก็มีเพียงอารมณ์ที่บริสุทธิ์เท่านั้น
ชุดที่เจ็ดนำสาวน้อยอังกะลุงกลับมาใหม่
แต่คราวนี้พวกเธอเลือกที่จะหนักแน่นขึ้นด้วยกลองชุด
ชุดที่แปดเป็นละครสัตว์แนวใหม่
เริ่มด้วยน้องตัวเล็กที่แสดงฝีมือกับกงล้อใหญ่
ด้วยการทรงตัวผาดโผนและนำท่า break dance มาประยุกต์ใส่
background music เป็น missy elliot เสียด้วย
hip-hop
เท่มาก ขอบอกกก
จากนั้นเป็นชายหนุ่มและห่วงเงินที่ดูแปลกประหลาด
เพราะน้องคนแรกถือกล้องวิดีโอถ่ายฉายไปยังสกรีนด้านหลัง
ทำให้มี effect แปลกๆ เกิดขึ้นสดๆ อย่างสวยงาม
และสาวน้อยเอวอ่อนของเราก็กลับมา
ในการแสดงโลดโผน
แต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนหวานอย่างนาฏศิลป์ไทยในรสชาติของเธอเอง
ส่วนชุดที่เก้านี่หาคำบรรยายไม่ได้จริงๆ
เมื่อละครใบ้ในบทหญิงบ้า
มายากล
และศิลปะการเต้นละตินอันร้อนแรง
ถูกผสานเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว….
แต่ที่แน่ๆ นี่คือการแสดงสดที่เซ็กซี่และทรงพลังที่สุด
เท่าที่เคยเห็นมาทีเดียว
ชุดที่สิบเป็นการแสดงที่ลึกลับและแปลกประหลาด
แต่ผู้ชมทั้งหมดก็หยุดนิ่งงันด้วยพลังที่ส่งออกมาจากนักแสดงทุกคน
เงียบงัน…
จนได้ยินแม้กระทั่งช้อนส้อมกระทบกันอย่างแผ่วเบาที่สุด
เสียงที่ล่อหลอกเลือนลาง
ด้วยโน้ตตัวเดียว
ที่ถูกผิวออกมาจากริบฝีปาก
อย่างแผ่วเบาตลอดการแสดง
ผสานกับความเคลื่อนไหวที่ไหลลื่นอีกเล็กน้อย
แต่กลับเป็นการแสดงสดที่ทรงพลังอย่างยิ่ง
ทั้งที่แทบจะไร้ซึ่งอุปกรณ์ใดอย่างสิ้นเชิง
และเมื่อบทเพลงในภาษาที่ฟังไม่เข้าใจได้ถูกขับขาน
มนตรานั้นก็ได้พัดพาพวกเราไปยังขุนเขาในถิ่นเหนือ
ที่ซึ่งวัฒนธรรมอันดิบเถื่อนและบริสุทธิ์ยังคงเพรียกหา
ดวงจิตอันสับสนในแสงสีของเมืองใหญ่ให้กลับคืน
ชุดที่สิบเอ็ดเปิดตัวด้วยดนตรีที่แม้จะเศร้า
แต่เคืองแค้นอยู่ในทีของ cello เดี่ยว
หนึ่งในเครื่องดนตรีสากลชิ้นโปรดของน้อยหน่า
ก่อนจะพลิกกลับมาเป็นเพลงไทยโบราณที่หวานลึกล้ำ
เพลงต่อไป intro ด้วยการดีดสายในจังหวะซุกซน
ให้เราได้สงสัย
ก่อนที่จะย่างเข้าสู่ “เขมรไทรโยค” ที่จับใจใครมานักต่อนัก
ยังมีอีกหลายเพลงที่คุ้นๆ อยู่
นึกไม่ออกอ่ะ :P
แต่ปิดท้ายด้วย “เสือกับลิง” จ้ะ
ชุดที่สิบสองเป็นการบรรเลงร่วมกันของ cello, ระนาดเอก
ใช้ไม้แข็งเสียด้วยแน่ะ
electric guitar
แล้วก็กลองไม้
แต่มันฟังเข้ากันมากๆ เลย
ให้ตายสิ!
ระดับ T-Bone ยังอาย
และนักร้องก็เสียงมีเสน่ห์สุดๆ
ทั้งยังเป็น entertainer ที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย
และวิธีเอาการร้องแบบลิเกมาใส่เนื้อเพลงสากลนี่
คิดได้ไง?
สุดยอด creative…
เปิดด้วยเพลง My Girl
ทำไมต้องเธอ…
สวย…? ใช่เปล่านะ? ไม่แน่ใจ
ละจากนั้นเขาก็ไล่ถามเป็นเพลง
ว่าแขกแต่ละโต๊ะต้องการเพลงอะไร
เพลงดู๊ ดู ดูเธอทำนี่
ร้องเป็น bossa jazz แล้วมันช่าง….
เข้าท่าอย่างไม่น่าเชื่อ
แล้วก็เป็นตาน้อยหน่า
ผู้ซึ่งรีเควสเพลง “เพียงกระซิบ” ของ blackhead
แต่เค้าแอบมีหยอดหลังจากร้องจบว่า
ร้องไม่ถึงท่อนไคลแมกซ์นะครับ
ฮา
ยังมีเพลง hiphop
ละอื่นๆ อีก
ไล่ไปได้จนกระทั่งลาวดวงเดือน!
จนจบที่เพลง “ขอบคุณ”
เบ็ดเสร็จก็ประมาณสี่ทุ่มน่ะค่ะ
บรรยายมาตั้งขนาดนี้
อยากดูกันบ้างยังเนี่ย?
ไปดูกันเถอะนะ
ไม่ต้องกลัวว่า
ไปดูแล้วจะไม่เข้าใจ
เป็นการแสดงที่ย่อยง่ายด้วยล่ะ
สวยๆ งามๆ
เพื่อสนับสนุนใบไม้อ่อนเหล่านี้
ให้ผลิดอกออกผลอย่างที่ควรจะเป็น
ยิ่งน่าทึ่งเข้าไปอีก
เมื่อได้ทราบว่าการแสดงเหล่านี้
ล้วนกลั่นกรอง
มาจากสมองและสองมือ
ของศิลปินวันเยาว์เหล่านี้
จบแล้ว
ยาว
เหนื่อย
-”-



















