Review นี้ไม่มี Spoil
ในที่สุด!
วันนี้ก็ได้ไปดู James Bond
Quantum of Solace
ซะที!
ที่แปลกใจตัวเองที่สุดก็คือ
สภาพตอนเดินออกมาจากโรงหนัง
อยู่ในความกรี๊ดสุดขีด
ทั้งที่ไม่เคยเป็นแฟน 007
และไม่ชอบหน้า Daniel Craig ด้วย
แต่แบบ…
ตอนนี้ลุงเพียซตกป๋อง
เป็นที่เรียบร้อยโรงเรียน MI6 แล้วฮะ
แฮ่
กลายเป็นว่า
จากที่เคยไล่บี้ลุงเครกในบท James Bond มากมาย
ถึงจะดู Casino Royale แล้วก็ยังทำได้แค่เสมอตัว
ตอนนี้กลับชอบมากมาย
ยิ่งเห็นพี่แกเล่นบทเสี่ยงๆ เอง
โดยไม่ใช้ Stunt
ยิ่งปลื้ม
แหม… คนกำลังกรี๊ด
ทำอะไรก็ปลื้มไปหมด ฮา
เป็นหนังที่มันส์ตั้งแต่ฉากแรกจนหยดสุดท้ายจริงๆ
และปูพื้นที่มาที่ไปของความเป็น “Bond” ได้เยี่ยมมาก
ฉากไล่ล่าบนหน้าผาทำได้สะใจ
และช่าง… 007 สุดๆ
ด้วย Ashton Martin
และรถของฝ่ายตัวร้ายก็ต้องเป็น Alfa Romeo
สีดำเป็นมันปลาบ
บวกแอฟเฟคถล่มทลาย
ลูกปืนปลิวว่อน
และโชว์พาวรถซิ่ง
แน่นอนว่าครบสูตร…
แต่ action sequence ที่ชอบมากที่สุด
ต้องยกให้ฉากต่อสู้ที่กินพื้นที่ไปครึ่งเมือง Siena, Italy
งามมาก
ทั้งมีอารมณ์ขัน ชิงไหวชิงพริบ
ประยุกต์ตามสถานการณ์
รวมถึงฉากต่างๆ ก็สวยสะกดใจ
คน scout location
คนเขียน Script กับ Storyboard นี่บ้าแท้ๆ เชียว
cinematography ทำได้เด็ดขาด
แต่ก็สงสารตากล้องอยู่…
ตอนที่ต้อง handheld กล้องถ่ายหนังหนักเป็นสิบโล
วิ่งไล่ตาม Daniel คงไม่สนุกเท่าไหร่ ฮา
Daniel Craig เหมาะกับบทอย่างที่สุด
บทส่งให้เกิดมากๆ
นี่คือ James Bond แบบที่เข้มกว่า
สะใจกว่า ยังเลือดร้อน ยัง amateur
จนทำให้เสียเรื่องเป็นบางครั้ง
ยังประมาณตนไม่ค่อยถูกในบางที
ยังมีอารมณ์ขันดิบเถื่อน ประชดประชัน
ยังไม่ใช่ James Bond สำเร็จรูปอย่างที่เราคุ้นเคยกัน
แต่เรากลับชอบ James Bond แบบนี้แฮะ
ดูเป็นมนุษย์หน่อย
ไม่ใช่ว่าตะลุยฟ้าถล่มดินทลาย
พอเดินออกมาจากซากปรักพัง
ชะอ้าว…
ไหงเสื้อสูทยังไม่ยับซะงั้น
คือ…
ก็เข้าใจน่ะนะว่าจะเน้นความเก่ง…
แต่มัน ridiculous to the point of comical!
ดูเรื่องนี้แล้วจะเห็นพัฒนาการของความเป็น “Bond” ชัดเลย
ทั้งเรื่อง gadgets ที่เรียกได้ว่าไม่มีเอาซะเลย
รถก็รถเฉยๆ นาฬิกาก็นาฬิกาตามปกติชาวโลกเขาใส่กัน
ไม่มี function อะไรเลยเถิดหลุดโลก
อย่างเช่นว่า กดปุ่มนี้ ระเบิดหมู่บ้านได้ทั้งบาง เป็นต้น
แต่ก็ไม่หลุด concept Ashton Martin กับ Omega นะเออ
อ้อ…
้ได้รู้แล้วที่มาของการใส่สูท/ทักซิโด
หล่อเช้งอยู่ตลอดเวลาของ James Bond
บทกำเนิดอยู่ในภาคนี้เอง หุหุ
มีอีก…
Vesper Martini
จาก Casino Royale ยังคงอยู่กับ Bond ในภาคนี้
3 measures of Gordon’s gin
1 measure of vodka, preferably a Russian grain vodka
1/2 measure of Lillet Blanc
Shake very well until ice-cold.
Pour in a deep champagne goblet,
And add a large thin slice of lemon-peel for garnish.
นอกจากอารมณ์ขันของเรื่องแล้ว
อีกสองอย่างที่ชอบมากคือ opening credit
และสาวบอนด์ทั้งสองคน
opening credits
ประกอบเพลงจากฝีมือ Jack White และ Alicia Keys
ฟังแค่เพลงยังมันส์เลยค่ะ
ซาวด์ทำได้เท่มากๆ
ส่วน mood, colour tone, pace ของกราฟฟิคประกอบก็สวยขาดใจ
และเข้ากับเนื้อเรื่องอย่างที่สุด
โดยเฉพาะสาวงามในทราย…
เป็นคอนเซปต์ที่เซ็กซี่ร้ายกาจ!
สาวบอนด์ทั้งสองคน
cast มาได้ยอดเยี่ยม
ต้องยกนิ้วให้
Olga Kurylenko ในบท Camille นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย
เป็นสาวบอนด์ที่หลงใหลได้ปลื้มอยู่เป็นทุน
ยิ่งได้ดูเธอแสดง สีหน้า แววตา และบท
ยิ่งส่งให้ชอบหนักเข้าไปอีก
บอกแล้ว…
รักจังเลย สวยแต่ดุเนี่ย ฮา
ชอบที่เธอเก่งดี
ไม่ใช่ damsel in distress ไร้ความสามารถที่เอาแต่ร้องกรี๊ดๆ
แต่เป็น femme fatale…
สาวสวยอันตรายที่ปกป้องดูแลตัวเองได้
พร้อมที่จะสู้ยิบตาไม่ว่าใครหน้าไหนทั้งนั้น
และที่ต้องพิจารณากันสักหน่อยคือ
Bond ปฎิบัติต่อเธออย่างเทียม
เหมือนกับน้องสาว
เหมือน mentee
007 practiced celibacy, for once!
เหมือนเพื่อนร่วมทีมที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน
มากกว่าจะเป็น romantic interest
ส่วน Gemma Arterton ในบท Agent Strawberry Fields
ที่จริงแล้ว… ในหนังเธอไม่ยอมบอกชื่อกับ Bond นิ
บอกว่าแค่ว่า “Just Fields.”
คงเขินนั่นแล
ต้องรอดูชื่อตอน End Credits
ชื่อว่าน่ารักแล้ว
ตัวยิ่งน่ารักกว่า
Agent Fields แตกต่างกับสาวบอนด์คนอื่นๆ อย่างมาก
ขอใช้คำว่า cute and refreshing
เธอบริสุทธิ์ สดใส และน่ารัก
พร้อมจะเอ่ยคำขอบคุณ-ขอโทษได้ตลอดเวลา
ทำงานฝ่ายเอกสารจุกๆ จิกๆ
ดูมีชีวิตที่เรียบง่ายราบรื่นกว่าสาวบอนด์คนใด
ถึงจะมีการตั้งแง่บ้างนิดหน่อย ขัดแข้งขาชาวบ้านบางเล็กน้อย
แต่ก็ชวนน่ารักน่าหยิกมากกว่าให้คิดเป็นอื่น
Character Responsibility ของหญิงสาวทั้งสองคนนี้
นอกจากจะเป็น romantic interests แล้ว
เธอคนนึงยังเป็นเงาสะท้อนของตัว James Bond เอง
ให้เขาได้เห็นว่าเมื่อ “ไฟ” อย่างเดียวในชีวิตของคนเรา
คือเพลิงร้อนแรงแห่งความอาฆาต
ตัวผู้เผาผลาญนั้นถูกกักขังอยู่ในสภาพโง่เขลาเพียงใด
ให้เขาได้ถามตัวเองว่า…
การล้างแค้น…
มีความสำคัญต่อคนที่ยังอยู่
ยิ่งกว่าชีวิตที่เหลือจริงหรือ?
ส่วนเธออีกคน…
ทำให้ James Bond ได้ปิดกั้นกำแพงหนาในใจขึ้นมาชั้น
สังเกตได้เลยว่า body movements ของ James Bond
เริ่มมีบุคลิกแบบ “James Bond”
ว่าง่ายๆ … ราศีจับ!
ก็หลังจาก turning point นั้นนั่นแล
เมื่อเขาเสียทั้งคนรัก เสียทั้งเพื่อน
ทั้งยังก่อบาปหนาแก่ชีวิตที่เริงร่าน่ารัก
เมื่อ “everything he touches withers and dies”
เขาจึงผนึกหัวใจตัวเอง
ไม่ผูกพัน ไม่รัก ไม่มีอีกแล้วจากนี้ไป
ยิ่งในฉาก “ตัด” เยื่อใยครั้งสุดท้าย
ที่ M พูดกับ Bond ว่า
“Bond, I need you back.”
และเขาได้ตอบกลับไปว่า
“I never left.”
และแล้ว…
James Bond ได้ทิ้งสิ่งสุดท้ายที่ยังยึดเหนี่ยวระหว่างเขาและเธอคนนั้นไว้เบื้องหลัง
เดียวดายราวสิ่งไร้ค่า ไม่มีราคาใด
เท่ากับว่าเขาได้ทิ้งหัวใจกับความผูกพันทั้งมวลไว้กับหิมะเย็นเยียบนั้นด้วย
จบแล้ว… ไม่มีแล้ว…
“I don’t think the dead care about vengeance.”
ขอขอบคุณ…
Marc Forster ผู้กำกับ… ข้าน้อยขอคารวะ
David Arnold Soundtrack เพราะมากๆ กลับบ้านมาแล้วหาโหลดทันทีเลย คุณค่าที่คู่ควรกับการมีจริงๆ ไว้กลับไทยจะไปซื้อนิ
ใครก็ไม่รู้ที่หา location… หาได้สวยงามจริงๆ
และใครก็ไม่รู้ที่เขียน screenplay …. ชอบจริงๆ เลยกับอารมณ์ขันในเรื่องนี้
Barbara Broccoli… producer อะไรเนี่ย ชื่อน่ารักดีพิลึก ฮา
ปล.
สงสัยจะปลื้มผู้หญิงหน้าตาทำนองนี้หรือเปล่าหนอ?
Olga บางมุมคล้าย Sophie มากๆ เลยแฮะ
ป้ายกำกับ: Camille, Daniel Craig, Gemma Arterton, James Bond, M, Olga Kurylenko, Quantum of Solace, Strawberry Fields





