ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘bangkokmonkey’

bangkokmonkey ครั้งที่สิบ

24 ธันวาคม 2008

บันทึกย้อนหลัง
วันพุธที่ 20 สิงหา
บันทึกตระเวณกรุงของ bangkokmonkey ครั้งที่สิบ

ก่อนจะเริ่มบันทึกฉบับนี้
ขอออกตัวไว้ก่อนว่า
ข้าน้อยใช้ราชาศัพท์มิเป็น
ผิดพลาดประการใด
ขออภัย ณ ที่นี้ด้วย

1001

วังวรดิศค่ะ
เป็นแดนลึกลับสนธยา
ที่วันก่อนตอนนั่งรถผ่านแลเห็น
แล้วคิดว่าสวยจัง
แถมไม่ค่อยมีใครรู้จัก
ตรงประเด็น bangkokmonkey
เย็นวันนั้น… กลับมาทำเรื่องเข้าเลย

ที่นี่ไม่ได้เปิดให้เข้าชมทั่วไปนะคะ
เพราะว่าก็ยังใช้งานเป็นตำหนักที่พักอาศัยอยู่
จึงต้องโทรมาแจ้งล่วงหน้า
แล้วทางนั้นจะดูให้ว่ามีวันไหนบ้างที่สะดวก
ส่วนใหญ่ก็จะจัดรวมกันเป็นกลุ่มประมาณ 50 คน
ให้เข้าชมพร้อมกัน
จะถ่ายรูปในด้านพิพิธภัณฑ์
ก็ต้องได้รับอนุญาตก่อนนะ

แปดโมงครึ่ง
น้อยหน่าพร้อมรบที่หน้าหอสมุดดำรงราชานุภาพ
ชะอ้าว…
ทีแรกเข้าใจว่า
ตัวหอสมุดถือว่าอยู่ในวังวรดิศเช่นกัน
แต่ปรากฏว่า
ขึ้นอยู่กับหอสมุดแห่งชาติแฮะ
แต่ยังดีที่คุณญาณี บรรณารักษ์
อนุญาตให้เด็กเปิ่นๆคนนี้ถ่ายรูปได้
เกือบไปแล้วเชียว…

1002

เกือบเก้าโมง
คณะเยาวชนอาเซียน
กลุ่มใหญ่ที่สุดของวันนี้ก็มาถึง
นอกจากน้อยหน่าแล้ว
ก็ยังมีกลุ่มเล็กๆ ย่อยๆ อีก 4-5 กลุ่มด้วยกัน

มล. ปนัดดา ดิศกุล
กล่าวต้อนรับที่ห้องประชุมชั้นสามของห้องสมุด
ดีใจที่ท่านมาต้อนรับด้วยตัวเองนะ
คือให้ความสำคัญต่อกลุ่มเยาวชนจากอาเซียน
เด็กในวันนี้
คืออนาคตในวันหน้า
ประทับใจๆ

1003

จากนั้น
คุณญาณีพาชมห้องสมุด
เสียดายที่น้อยหน่าต้องรีบถ่ายรูป
เพราะเกรงว่าคนจะเยอะ
เลยไม่ได้ฟังเท่าไหร่

1004

เลยจากห้องสมุดไปถึงหอภาพดิศวรกุมารก่อนใครคนอื่น
ด้วยเหตุผลเดิม…
กลัวคนเยอะอ่ะ ^^”
แล้วจะถ่ายรูปลำบาก

จากนั้นก็ถึงคราวของไฮไลท์
ตัวพิพิธภัณฑ์

1005

วังวรดิศนี้
เดิมทีเป็นที่ร.5 พระราชทานให้กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
คนไทยคนแรกที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ว่า
ได้ทำคุณประโยชน์แก่สังคม
ส่วนจะเป็นสิ่งใดบ้างนั้น
ขอให้ทุกท่านไปหาอ่านเอง
ฮา
เพราะเยอะมาก
น้อยหน่าเขียนไม่หมด
แต่หลักๆเลย
ก็คือการวางรากฐานระบบการศึกษาแผนใหม่
แล้วก็ด้านการทูต

1006

แอ๊ะ…
ต้องถอดรองเท้าด้วย
กรรม…
เผลอใส่คู่ที่ถอดยากมา
แต่ก็ดีแล้วล่ะ
พื้นกระดานแบบนี้
จะมีรอยแล้วก็สกปรกเปล่าๆ

ด้านในงดงามมาก
แต่เป็นความงามในแบบที่สัมผัสได้
รู้สึกได้ว่าเป็น “บ้าน” อันเป็นที่รักของเจ้าของ
ผู้เคยได้อยู่และฝากเรื่องราวไว้
ไม่ใช่ความงามในแบบที่เย็นชา
เอื้อมไม่ถึง
เป็นบ้านไทยกึ่งตะวันตกอย่างที่เริ่มเป็นที่นิยมในสมัยนั้น
ถึงจะสร้างตามแบบยุโรป
แต่ก็โปร่งโล่งสบาย

การตกแต่งเน้นไปในทางเพื่อประโยชน์ใช้สอย
ความสบายของผู้อยู่อาศัย
รวมทั้งเก็บสะสมสิ่งแปลกๆ ต่างๆ นานาจากทั่วทุกมุมโลก

1007

เกริ่นมาอย่างนี้
อย่าคิดเชียวนาว่าไม่มีอะไร
ต้องมาดูเองแล้วจะอึ้ง!

อย่างจดหมายลายพระหัตถ์โต้ตอบของรัชกาลที่ 5
หาดูได้ง่ายๆ กันเสียที่ไหนเล่า

หลังจากชมพิพิธภัณฑ์เสร็จเรียบร้อย
น้อยหน่าก็ออกมาเดินเก็บภาพบริเวณรอบๆ
รวมทั้งชาวบ้านบาตรที่มาจัดแสดงด้วย
แอบดีใจ
ได้เก็บภาพกันเสียอีกรอบ

ลุงหิรัญ
หัวหน้าชุมชน
ได้กรุณาให้คำแนะนำและตอบข้อสงสัยต่างๆ อย่างละเอียดมาก
เริ่มจากวิธีการทำบาตรเลย
กว่าจะมาเป็นบาตรสักลูกหนึ่ง
ไม่ได้ทำง่ายๆนะเนี่ย

1008

เริ่มจากตัดโลหะแผ่นบางให้ได้ตามรูป
จักฟันปลา
ประกอบ
ตีๆๆ
ถูๆๆ
ขัดๆๆ

โอ๊สส….
ฟังแล้วเมื่อยน่าดูชม

สุดท้ายก็นำไปเผาค่ะ
รมควันธรรมดานั่นแล
มีสองแบบคือเผาเขียวกับรมดำ

เผาเขียวก็คือสีแรกที่ได้หลังจากการเผาครั้งแรก
จะเป็นสีตามธรรมชาติของเนื้อโลหะโดยไม่ต้องพึ่งสารใดๆ
แต่รมดำจะพิเศษนิด
คือนำบาตรที่เผาเขียวเรียบร้อยแล้ว
มาทาน้ำยาให้ทั่ว
เอ่อ… อย่าถามสูตรนะ
แล้วนำไปเผาอีกรอบ
ก็จะได้สีดำสนิทอย่างที่เราคุ้นเคยกัน

ฟังจบแล้ว
น้อยหน่าอื้อหือเป็นอันมาก
เพิ่งรู้นะเนี่ย…
แต่ก่อนนึกว่าบาตรนี่ทาสีดำเอา
ฮา

จากนั้น
ลุงหิรัญทำการทดสอบบาตรให้ดูค่ะ
ใช้บาตรที่เผาเขียวตามรูปด้านขวาเลย
บาตรที่ดี ตีได้สม่ำเสมอ
เมื่อเอาไม้มาวนๆ
เสียงจะใสกังวาน

นอกจากทำบาตรเพื่อใช้ในกิจทางศาสนาแล้ว
ชุมชนบ้านบาตรยังทำบาตรลูกเล็กๆ มีฝาปิด
ใส่กล่องแก้วสวยงาม
เป็นของที่ระลึกด้วย
นักท่องเที่ยวชอบกันมากทีเดียว
เป็นอีกไอเดียหนึ่งที่น่าเก็บไปคิดต่อยอดนะ

1009

ในตอนที่เข้าไปไหว้คุณปนัดดานั้น
พอพี่อ้อยแนะนำนิดเดียว
ท่านก็ร้องอ๋อ
นี่คือน้องที่แฟกซ์ bangkokmonkey เข้ามาเองน่ะหรือ?
ดีเหลือเกินที่คนรุ่นใหม่ยังสนใจในอะไรเก่าๆ
อยากให้มีกันมากๆ
ขอให้นับว่าเราเป็นเพื่อนกัน
ถ้าหากมีอะไรติดขัด
ให้โทรมาได้เลย

ดีใจมากๆ ….

นอกจากนั้นแล้ว
คุณปนัดดายังได้ให้พี่อ้อยช่วยไปหยิบหนังสืออนุสรณ์
ในการเสด็จพระราชทานเพลิงศพคุณแม่
นางมัณฑนา ดิศกุล ณ อยุธยา
วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร
เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2551
มาให้น้อยหน่าด้วย
ซึ่งหนังสือเล่มนี้
ถือว่าเป็นหนังสืองานศพที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งภายใน 70 ปีที่ผ่านมา
แต่ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่า
คือเนื้อหาด้านใน
ซึ่งเต็มไปด้วยรูปภาพอันดูได้ยาก
และข้อเขียนเกี่ยวกับเรื่องราวไทยๆ ของกรมพระยาดำรงฯ
ที่หาอ่านที่ไหนยากเต็มทน
เท่าที่ลองเปิดอ่านดูนั้น
ต้องตาโตกับเนื้อหากันเลยล่ะ
มีเรื่องประเพณีการคล้องช้างแต่สมัยอยุธยาที่กำลังอยากรู้ด้วยล่ะ

ทางวังวรดิศได้จัดของว่างไว้ด้วยค่ะ
มีน้ำขิง น้ำหยดน้ำยาอุทัย ฯลฯ
เหมือนที่เคยกินตอนเด็กๆ เลย
หอมดีนะ

แต่ที่หอมจริงหอมจัง
จนต้องหันกลับไปมอง
คือกลิ่นของน้ำปรุงที่คุณอัมพร
ภริยาของคุณปนัดดา
ลงมือปรุงด้วยตัวเองค่ะ

1010

หอมมาก…

ปรกติน้ำหอมที่หอมจัดมักมีกลิ่นฉุนรุนแรงตามไปด้วยเป็นเรื่องธรรมดา
แต่น้ำปรุงอย่างไทยนี่
หอมชื่นใจอย่างเดียว
แถมยังทนด้วยนะเออ

แต่กรรมวิธีในการทำก็ยุ่งยากสลับซับซ้อนสมกันเลย
เริ่มจาการเก็บรวบรวมวัตถุดิบ
อันได้แก่ดอกไม้ชนิดต่างๆ กัน
มีทั้งจันทน์กะพ้อ มะลิ ปีป กุหลาบ
ส่วนเกสรดอกบัวนั้น
ต้องใช้เกสรบัววิคตอเรียค่ะ
ซึ่งสั่งเข้ามาจากอังกฤษอีกที เพราะยังมีกำลังผลิตได้ไม่เพียงพอ
ยังมีน้ำมันจันทน์จากอินเดีย
ยางกระถิน
ฯลฯ

ต้มกลั่น
หมัก
ปรุงกลิ่น
ทิ้งไว้จนแอลกอฮอล์ระเหยหายไป
จนเหลือแต่น้ำหอมกลิ่นหอมฟุ้ง

ในวันนั้น
น้อยหน่าเลือกกลิ่นมะลิ
กลิ่นโปรดของแม่
กลิ่นจันทน์กะพ้อสำหรับตัวเอง
ชอบอ่ะ!
แล้วก็ปีปฝากแม่อีกขวดหนึ่ง

สนนราคาก็ไม่แพงเลย
เมื่อเทียบกับความยุ่งยากทั้งหมดที่ว่ามา
แถมวัตถุดิบเองก็มีราคาค่อนข้างสูงอยู่แล้วด้วย

นอกจากนี้ยังมีเทียนอบ
ซึ่งกรรมวิธีในการทำยุ่งยากเข้าไปอีกแน่ะ
จนแม้กระทั่งที่นี่เองก็ไม่ได้ทำไว้ขายค่ะ
แต่คุณอัมพรเมตตาให้น้อยหน่ามาชิ้นหนึ่ง
บอกว่าใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้า
นอกจากหอมแล้วยังช่วยไล่แมลงอีกด้วย

ถึงแม้ว่ายุ่งยากอย่างไร
แต่คุณอัมพรก็ได้ให้ความเห็นไว้ว่า
ก็ยังต้องทำต่อไป…
เพื่อรักษาศาสตร์พื้นบ้านของไทยไว้

ยังมีเวลาเหลืออยู่พักใหญ่
กว่าจะถึงนัดไว้กับคุณวิชาญ
รองผอ. ของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

เลยไปถ่ายรูป gurudwara sikh จากมุมสูง
หรือลานจอดรถชั้นบนๆ ของ The Old Siam Plaza น่ะเอง
แป่ว…

1011

ปิ๋วหลิวไปหน่อย
มองมิเห็นยอดโดมสีทองเอาซะเลย

เมื่อถึงเวลาอันสมควร
ก็ไปโรงเรียนสวนกุหลาบค่ะ
แหม…
วันนี้เป็นวันที่ตระเวนสถานที่ต่างๆ
ตามรอยกรมพระยาดำรงฯ
โดยไม่ได้เจตนาแท้ๆ

พอพบหน้า
รองผอ. วิชาญก็หลุดหัวเราะทันที
“ทำไมเด็กอย่างนี้?”
“คุยทางโทรศัพท์นึกว่าจะผู้ใหญ่กว่านี้”
อิ๊…

ช่างเป็นรองผอ. ที่ชิลเสียนี่กระไร

1012

เมื่อพูดถึงโรงเรียนสวนกุหลาบฯ แล้ว
จะไม่พูดถึงตึกยาวอันเก่าแก่ก็คงเป็นไม่ได้

นอกจากนั้นแล้ว…
มันช่างเป็น architecture ที่สวยทั้งในและนอกกล้องจริงๆ
พระเจ้าจ๊อด

ในโรงเรียนยังมีพิพิธภัณฑ์การศึกษา โรงเรียนสวนกุหลาบ
ซึ่งเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมค่ะ
จัดไว้ดีมากๆ
เล่าถึงประวัติของโรงเรียนตั้งแต่นู้นนน
จนถึงปัจจุบัน
มีการตั้งแสดงอุปกรณ์การเรียนเก่าๆ
อย่างโต๊ะที่มีฝาเปิดปิดได้
กรี๊ด ชั้นก็เคยใช้ นี่ชั้นแก่แล้วเรอะ?!?!
วิทยุเก่าๆ
อารมณ์เรโทรดีจริง

ที่นี่ยังมีโปรแกรมยุวมัคคุเทศก์
คือให้น้องๆ สก. นี่แหละค่ะมานำชมโรงเรียน
ส่วนน้องโจ้ที่อาสามา
ตรงกลุ่มเป้าหมายมาก
เพราะน้องแกก็เล่นกล้องเหมือนกัน
แถมมีการแนะนำให้ไปเก็บภาพพระอาทิตย์ตกดินที่สะพานปิ่นเกล้าเสียด้วย
แต้งหลายนะน้องนะ ฮา

ยุวมัคคุเทศก์นี่ไอเดียดีมากเลย
เพราะนอกจากว่าผู้เข้าชมจะได้ไม่ต้องเดินชมเองอย่างเหวอๆ แล้ว
ยังได้รับรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
เป็น gimmicks ระหว่างเข้าชมอีกด้วย
อย่างเรื่องฟุตบอล
หรือว่าความต่างของสาบเสื้อ
หรือวิวัฒนาการของธงโรงเรียน
แม้แต่เรื่องผีๆ (?)
ที่เกิดขึ้นในห้องของพิพิธภัณฑ์
เมื่อครั้งที่เก็บหัวโขนกลุ่มยักษ์และเทพไว้ใกล้เคียงกัน
แล้วเกิดเป็นว่าพอรุ่งเช้า…
ถ้วย โล่ รางวัลทั้งหลายจากที่จัดไว้บนชั้นอย่างสวยงาม
ก็พากันลงมาระเนนระนาดบนพื้นเสียหมด

เกิดอย่างนี้ซ้ำอยู่หลายครั้งเข้า
จึงตัดสินใจให้ย้ายหัวโขนเทพและยักษ์ไปไว้กันคนละตู้
แล้วเหตุการณ์ประหลาดก็ไม่เกิดขึ้นอีก
นัยว่าเลิกรบกันตอนดึกๆ แล้ว
ก็แปลกดีเหมือนกัน

พอบอกขอบคุณน้องโจ้และคุณครูที่ดูแลพิพิธภัณฑ์เป็นที่เรียบร้อย
น้อยหน่าก็ไปไหว้ลารองผอ. วิชาญที่ห้องค่ะ
เมื่อท่านถามว่า “เป็นไง ซาบซึ้งมั่งมั้ย?”
น้อยหน่าก็ทำหน้าตายแล้วตอบกลับไปว่า
“ขอโทษค่ะ เผอิญคุณพ่อเป็นศิษย์บางกอกคริสเตียนค่ะ”
ก็เฮกันไป
ก๊าก

บอกแล้ว…
รองผอ. ท่านนี้
ชิลมากกก

1013

ปล.

แม่ชอบน้ำปรุงกลิ่นมะลิมากถึงมากที่สุด
เย้!

ทำเรื่องติดต่อ
- แวะโบสพราหมณ์หลังจากธุระที่โรงเรียนสวนกุหลาบฯ
เพราะอย่างไรก็หาเบอร์จากในเนตไม่เจอจริงๆ

ได้รับการติดต่อ
- ป้าแอ๋วจาก National Gallery โทรมาหา

bangkokmonkey Interim Presentation

13 ธันวาคม 2008

วันนี้มี interim presentation
ของ bangkokmonkey ที่มหาลัย
เครียดน่าดูเลยทีเดียว
เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับอีกตะหาก

ไปถึง
ก็เคาะห้องของอาจารย์ Amar Aggoun แบบกล้านิดๆ กลัวหน่อยๆ
เพราะไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่
interim presentation ต้องให้ examiners
ที่ไม่ใช่ supervisor เป็นผู้ควบคุมน่ะ
เพราะจะได้วัดความสามารถในการสื่อสารของเราด้้วย

พอ Tony Cockett มา
ก็เริ่มเลย
น้อยหน่าแจก handout ที่เตรียมไป
หน้าแรกเป็นสรุป
หน่าอื่นๆ เป็นเขียนคำอธิบาย
แล้วก็มีตัวอย่างนั่นนู่นนี่
พูดๆ อวดผลงานให้ดูไปเรื่อย
ดีจัง กลายเป็นว่าไม่ตื่นครูเลย
น้ำไหลไฟดับมาก

แลดูครูทั้งสองคนก็เอ็นจอยดีนะ
หัวเราะ คุยสนุกสนาน
เป็น presentation ที่ชิลจริงๆ
แฮ่

จนสุดท้าย
ก็ถึงเวลาซักถาม
อันน่าสะพรึง!

Amar ไม่มีคำถามอะไร
แต่ Tony ถามนิดหน่อย
นอกจากคำถามนอกเรื่องจุกจิก
ข้อแรกคือเพลง
ทำไมต้องมีเพลง?
เกี่ยวอะไรกับโปรเจคนี้เหรอ?

น้อยหน่ายิ้มแฉ่งแล้วบอกว่า
ก็ชอบฟังเพลง! ฮา
แล้วก็เพิ่มเติมด้วยว่า
จริงๆ แล้วก็เข้ากันกับจุดประสงค์ของ bangkokmonkey นะ
คือส่วนหนึ่ง
เราก็อยากทำให้สิ่งที่มีค่า
สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้จักเกี่ยวกับกรุงเทพฯ
ได้รับ the recognition they deserved
แถไปเรื่อยเชียวนะ…

ส่วนคำถามที่สำคัญมาก…
Tony ถามว่า
สรุปเราควรจะประเมินเธอว่าเป็นอะไร
ระหว่างนักธุรกิจรุ่นใหม่
ที่กำลังพยายามสร้างรากฐานของตัวเอง
หรือเป็นดีไซเนอร์ที่มีไอเดีย
และความคิดแปลกใหม่แหวกขนบธรรมเนียมเดิมๆ

น้อยหน่านิ่งคิดสองวิ
แล้วค่อยตอบว่า…
I think of myself as a student who
tries to do something for her own city…

แล้วหลังจากนั้น
น้อยหน่าก็ต้องออกไปรอที่อื่น
เพราะครูสองคนจะปรึกษากัน
ว่าจะเอายังไงกะมันดี

อีกครู่หนึ่ง
น้อยหน่าก็ได้ฟัง feedback

ต๊ะตึ่ง ต๊ะตึ่ง

Tony เป็นคนพูดเสียส่วนมาก
ก่อนอื่นเลย…
บอกว่านี่เราจะพูดกันตามตรงนะ
รูปแบบการนำเสนอของน้อยหน่าเนี่ย
I think your style is not
what the writer of the mark scheme had in mind
ก๊าก
สงสัยจะแหวกแนวไปหน่อยสิเรา

แต่อย่างไรก็ตาม…
ไม่ต้องห่วงเรื่องคะแนน…
เพราะว่า… เอิ่ม…
เพราะครูพอใจ… ฮา
But we, and by we,
I think I’m speaking for Amar as well.
ทั้งสองคนชอบโปรเจคของเรามาก
ชอบทั้งสไตล์ ธีม คอนเซปต์ และการออกแบบทุกอย่าง
และชอบชื่อเป็นพิเศษ
Tony ถึงกับถามเลยว่า
คิดได้ยังไง? ฟังดูดีและติดหูมากๆ

โห…
จริงสิ…
ปลื้มมากมาย

แล้วเขาก็ว่าน้อยหน่า obviously
very excited, passionate, very bubbly
แต่ก็ต้องเป็นจุดที่ต้องระวังนิดนึงเหมือนกัน
เพราะอาจจะทำให้พูดเร็ว
และข้ามจุดที่ควรอธิบายไปบ้างในบางครั้ง

ประทับใจประโยคนี้
You…
Tony ผายมือ
own the project!

It’s tremendous,
having your own book published about your own city.
I think this is one of the projects,
that will get the highest possible marks.
You will be alright.

ได้ประโยคนี้ก็พอแล้ว
คุ้ม!

แถมในตอนเย็น
ยังมีอีเมลเวียนจากครู
แนะนำว่านักเรียนควรจะทำ handout
ที่มีคำสรุปของโปรเจคประมาณหนึ่งหน้าเอสี่มาด้วย
เย้
นำเทรนด์ๆ

เรามาคิดเรื่องนี้ทีหลัง
แล้วรู้สึกว่า…
กลายเป็นเรื่องดีไปที่ต้องทำ presentaion ก่อนชาวบ้าน
คือจริงๆ ตารางอยู่อาทิตย์หน้า
แต่เพราะน้อยหน่าจะกลับไทย
ก็เลยขอเลื่อนให้เร็วขึ้น

การที่เราลงมือก่อน
ทำให้ครูประทับใจกับเราได้มากกว่า
นั่นสินะ… ภายอาทิตย์นั้น
ต้องเจอนักเรียนวันละหลายคน
คงเอือมมากกว่าจะสนุกสนานอย่างนี้

เป็น presentation ที่…
ยังคิดว่าทำได้ดีกว่านี้นะ
มีจุดที่ตอนนี้ก็นึกอยากแก้ไข
แต่โดยรวมก็ถือว่าพอใจในระดับหนึ่งล่ะนะ
โดดดึ๋งๆ อย่างมีความสุข

bangkokmonkey ครั้งที่ 17

30 สิงหาคม 2008

Entry นี้ลัดคิว

วันศุกร์ที่ 29 สิงหา
บันทึกตระเวณกรุงของ bangkokmonkey ครั้งที่ 17

ลัดคิวอีกแล้ว
คราวนี้ด้วยความประทับใจ
อันยากจะลืมเลือน
เป็นวันที่พิเศษอย่างยิ่งจริงๆ
ในแง่ความโชคร้ายนะ
ฮา
มีทั้งวิ่งหนีหมา
กล้องหาย
เป็นอย่างไรมาฟังกัน

ตอนเย็นไป Studio 9
ของภัทราวดีเธียเตอร์
ประทับใจอย่างยิ่งเช่นกัน

ทำให้ได้รู้ว่า
อันความอ่อนไหว
เปรียบดังเหรียญสองด้าน
เป็นได้ทั้งพรจากสวรรค์
หรือคำสาป

เพราะรับความรู้สึกจากปัจจัยภายนอกได้ง่าย
เราก็เสมือนยืนอยู่บนความต่างสุดขั้วของอารมณ์
ตลอดเวลา

อารัมภบทมาขนาดนี้แล้ว
เชิญติดตามชม
Entry รูปเยอะพิเศษนี้ในทันใด

เหนื่อยจัง…
ความเหนื่อยสั่งสมมาหลายวัน
ดูหน้าหนังสือพิมพ์แล้วยิ่งเหนื่อยใจ
เฮ้อ

เพราะกรมท่าเรือของกองทัพเรือ
ไม่ให้เลี้ยวเข้าจากถนนวังเดิม
เลยต้องเสียเวลาหาทางอ้อมกันเล็กน้อย

1701

ถึงที่นั่งรอจะไม่ติดแอร์
แต่ก็ไม่ร้อนเลย
รอที่ประชาสัมพันธ์ได้อย่างสบายๆ
ดูไปดูมา…
รู้สึกว่าทหารเรือเท่จังเลยอ่ะ
ฮา…

รอนานเล็กน้อยกว่าคุณจักรกฤษณ์จะมารับ
เพราะลุงต้องข้ามเรือมาจากฝั่งกทม.
ที่วังเดิมนี่เดินดุ่ยๆ เข้าไปเองมิได้ค่ะ ห้าม ห้าม

ด้านในวังสวยร่มรื่นมาก
คุ้มค่ากับความยุ่งยากที่ผ่านมา :)

น่าเสียดายที่เข้ามาเป็นการค่อนข้างส่วนตัว
เลยไม่สามารถเก็บภาพด้านในของห้องจัดแสดง
ที่มีของเก่าทรงคุณค่าต่างๆ มาให้ชมกันได้
ชมภาพด้านนอกไปก่อนนะจ๊ะ
ไม่เคยเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาจากมุมนี้มาก่อนเลยล่ะ

1702

ที่หน้าอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมีท่าน้ำอยู่
มองไปเห็นฝูงปลาสวายว่ายกันคลาคล่ำ
คุณจักรกฤษณ์บอกว่าเป็นเขตห้ามจับ
น้อยหน่ามองฝูงปลาที่ดำผุดดำว่ายแล้วก็งง
“ทำไมมันถึงดุ๊กดิ๊กกันอย่างนั้นล่ะคะ?”
ลุงหัวเราะก๊าก
“ไม่ดุ๊กดิ๊กมันก็ตายสิคะ”
อือ…
ก็จริงเนอะ ^^”

นั่งคุยกับลุงจักรกฤษณ์และพี่เหน่ง
บนชั้นสองห้องสมุดในตำหนักเก๋งสมเด็จพระปิ่นเกล้าอยู่นาน
ทั้งเรื่องการศึกษา ชีวิตความเป็นอยู่ อะไรต่างๆ มากมาย
เป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่าง
ทหาร ข้าราชการ และพลเรือนที่ชิลมาก

ทหารเรือใจดี
ให้ยืมที่จอดรถได้
น้อยหน่าเลยเดินไปวัดอรุณฯ
ที่อยู่ติดกัน

สวยมากๆ…
น่าจะมาเสียตั้งนานแล้ว
แต่ก็อย่างนี้ล่ะน้า
ของดีใกล้ตัว
มักถูกมองข้ามเสมอ

ว่าแต่ลิงสามตัวนั่น
มาได้ไงอ้ะ?
ขี้โกง…
1703

เดินกลับมาที่กองทัพเรือ
เลยไปอีกนิดและเลี้ยวเข้าซอกซอย
เพื่อไปวัดโมลีโลกยาราม
ดูเป็นวัดที่เป็นวัดจริงๆ
กล่าวคือไม่ใคร่มีอะไรให้ถ่ายรูปเท่าไหร่
ฮา
จะเข้าไปถ่ายกุฏิสงฆ์ก็เกรงใจ
จึงได้รูปมาแต่เท่านี้แหละค่ะ

1704

เดินกลับมาที่หน้ากองทัพเรืออีกที
ทานข้าวที่ร้านอาหารไทยชื่อ “บางกอกเรโทร”
บรรยากาศชิลมาก
ราคาก็ไม่แพงด้วยล่ะ
ร้านอาหารเดี่ยวๆ ห้องติดแอร์
กินมื้อนึงไม่ถึง 70 บาท… เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็นนา
แต่จะชิลกว่านี้ถ้าไม่มีข่าวให้ดู ^^”
เห็นสถานการณ์บ้านเมืองแล้วห่อเหี่ยวพิลึก

ชอบที่ทำการไปรษณีย์ที่อยู่ข้างๆ อ้ะ
ไปรษณีย์ที่รัก…
น่ารักจัง

1705

ขึ้นรถข้ามคลองบางกอกใหญ่
ไปวัดกัลยาณมิตรฯ
เสียดายที่วิหารทั้งสองข้างพระอุโบสถมีร้านซ่อมระเกะระกะเชียว
ทั้งที่ตามปรกติน่าจะสวยงามมิใช่น้อย
แต่เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว
ก็ลงไปเก็บภาพวิถีชีวิตริมน้ำเล็กน้อย

ขึ้นเหนือไปอีกนิด
วัดสุวรรณาราม
ถ่ายรูปคลองบางกอกน้อย
แล้วก็วัด…
ที่มีหน้าบัน
สามเหลี่ยมหน้าหลังคาวัดอ่ะนะ
ที่สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
แกะเป็นรูปนารายณ์ทรงสุบรรณ
น่าเสียดายที่ทรุดโทรมด้วยกาลเวลา
ถ่ายรูปมาแล้วเห็นเป็นมืดๆ ไปหมดเลย

1706

ตัวอุโบสถเอง
ซึ่งด้านในมีภาพเขียของสองช่างฝีมือเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
รัชสมัยของ ร. 3
ครูแป๊ะและครูทองอยู่
บรรจงวาดประชันฝีมือกัน
และได้รับคำกล่าวว่า
งดงามที่สุดในประเทศไทย
ก็ไม่เปิดเสียอีกแน่ะ

ด้วยความเสร่อ
เล่นเอาเกือบแย่แน่ะ
คือน้อยหน่าหาทางเข้าวัดไม่เจออ่ะ
เลยเดินอ้อมไปด้านหลัง ซึ่งเป็นที่จอดรถด้วย
เข้าเขตวัดได้นิดเดียว
ก็ได้ยินเสียงคำรามฮื่อ
ขณะที่เริ่มจะถอยๆ พร้อมเหลียวซ้ายแลขวานั่นเอง
ก็มีหมาน่อยโผล่มาจากไหนไม่รู้
ยืนจังก้าสามตัวด้วยกัน
แล้วก็พุ่งเข้ามา…

น้อยหน่าก็เก๊าะเลยเผ่นสิคะ
ฮา

ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีเนี่ย
ว่าแต่ทำไมพี่ใหญ่กับคุณฯ
พูดเหมือนกันเลยนะ?
หมากัดจงกัดตอบ!
ไม่ใช่ละ…
หมาจะกัดอย่าไปกลัว
จ้องตามัน…
น้อยหน่าไม่ไหวล่ะค่ะ
ขออนุญาตโกยก่อนเลย

ล้มเลิกความคิดจะเข้าวัดทันตาเห็น
ละเดินไปสำนักงานเขตฯ
เลาะเลี้ยวไปข้างหลังเพื่อไปตลาดไร้คาน

แถวนี้ถ่ายรูปโทนซีเปีย
ได้อารมณ์ดีเนอะ
1707

เสียดายที่ตลาดวายไปแล้ว
แต่รูปก็ออกมาสวยดีนะ

เดินไปอีกนิดก็ถึงบ้านบุ
ทำขันลงหิน
แต่ดูไม่มีใครเลย
ทั้งที่บอกว่าเปิดวันจันทร์ พุธ ศุกร์แท้ๆ
ไม่กล้าเดินเข้าไปเองมากนักด้วยล่ะ
ยังสยองหมาไม่หาย

ถ่ายบ้านร้างที่อยู่ตรงข้ามแก้เซ็ง
ออกมาก็ดูติสดีนะ ว่ามั้ย?

1708

ยังไงไม่รู้…
กล้องหาย!?!?

กระเป๋าเปิดอ้าเชียว
ไม่แน่ใจว่าระหว่าง ซ. โซ่ สองตัว
คือ “เซ่อ” ลืมปิดกระเป๋า
หรือ “ซวย” โดนล้วงประเป๋า
มันเป็นตัวไหนกันแน่
ฮา

ค่ะ
ไม่มีโมโหหรือหงุดหงิดซักกะนิด
ไม่ใช่ไม่เสียดายนะ
แต่ก็… นะ
น้อยหน่ามักประสบโชคร้ายแบบแปลกๆ จนชินเสียแล้ว
นับแต่ที่มีน้ำตกในบ้านเช่าที่อังกฤษคราวนั้น
คือน้ำจากเครื่องซักผ้า
ของห้องข้างบนมันรั่วลงมาตามโคมไฟในห้องนอนน้อยหน่า
เป็นน้ำตกเลย
จริงๆ ก็สวยดีอ่ะนะ
นั่นแหละ…
ตั้งแต่ตอนนั้น
ก็ปลงละ
รู้สึกว่า…
จะอะไรพิลึกขนาดไหน
ก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ^^”

อีกอย่าง…
รักและริจะทำอะไรแบบนี้
งานชนิดที่ไม่อาจรู้ได้เลยว่า
วันนึงจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจตัวเอง
ให้พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ล่ะนะ!

ยังไงก็ถือว่าเป็นเคสที่ดีที่สุดแล้วถ้ากล้องจะหาย
คือน้อยหน่าพกกล้องสองตัวน่ะ
กล้องใหญ่ๆ ดีๆ ตัวนึงที่ใช้ทำงาน
และกล้องคอมแพคตัวเล็กไว้สำรอง
และที่หายนี่คือกล้องตัวเล็ก
ที่ไม่มีรูปเลยแม้แต่ไฟล์เดียว
ก็คือว่าฟาดเคราะห์ไปละกัน
ดีใจด้วยที่พ่อแม่ไม่โกรธ
เป็นห่วงเรื่องงานแต่พอได้รู้ว่าไม่มีรูปหายก็โล่งใจ
พ่อยังคิดเรื่องหมามากกว่าอีก
ก๊าก

นั่งรถกลับมาบางกอกน้อยอีกครั้ง
และวัดอมรินทราราม
แต่โบสถ์ปิดอีกละ
อดชมหลวงพ่อโบสถ์น้อยเลย
เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อองค์นี้
เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
คือเครื่องบินมาทิ้งระเบิดสถานีรถไฟบางกอกน้อย
และบริเวณใกล้เคียงจนเสียหายยับเยิน
แต่บริเวณตัวโบสถ์กลับไม่เป็นอะไรเลย
จนชาวบ้านเห็นเป็นที่อัศจรรย์

ว่าแต่…
พระอุโบสถข้างหลังก็ใหม่ดีอยู่หรอก
แต่ไหงปรางค์เล็กข้างหน้าทำไมโทรมชอบกล

1709

จากนั้นไปพิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธี
แนะนำให้เข้าทางฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางเรือจะสะดวกกว่านะ
เพราะถ้าเข้าทางซ. อรุณอมรินทร์ 24 อย่างที่น้อยหน่าทำ
ต้องเดินผ่านชุมชนเป็นระยะทางไกลพอสมควร
ถ้าไม่ใช่คนบ๊องๆ อย่างนี้ก็ดูน่ากลัวนิดนึง
และแถมว่าตอนนี้น้อยหน่ามีความประสาทเรื่องหมาเล็กน้อย
ทั้งที่แต่ก่อนก็เฉยๆ… หมาก็หมาสิ
ถามทุกบ้านที่มีหมาว่ากัดมั้ย? ไม่กัดจริงนะ?
-”-

1710

ที่นี่เก็บค่าถ่ายรูปด้วย
น้อยหน่าชอบแบบนี้มากกว่าจะห้ามถ่ายนะ
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว
ใช้เป็นวิธีหากะตังค์ก็ดีไปแบบ
ละก็คิดว่าคุ้มกับการได้ถ่ายรูปเรือพระราชพิธีใกล้ๆ ชัดๆ ด้วย
งดงามจริงๆ
นอกจากเรือลำเด่นที่รู้จักกันดีอย่าง สุพรรณหงส์ นารายณ์ทรงสุบรรณ ฯลฯ แล้ว
ยังมีโขนเรือพระราชพิธีเก่าๆ
ที่ตัวเรือได้เสียหายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย
รวมทั้งจัดแสดงของที่ใช้ในพิธีพยุหยาตราทางชลมาคร
สวยมาก…
พูดได้เต็มปากว่ามีที่เดียวในโลก

1711

ได้พบพี่ราตรี…
แลกเบอร์อีกแล้วด้วยความเนียน
:P

ขึ้นรถไปวัดดุสิตาราม
อ่ะ…
ดูเหมือนวัดร้างเลยอ้ะ
เลยขอชิ่งไปวัดชิโนสาราม

เห็นตั้งแต่ยังไม่ลงจากรถแล้วว่า
มีหมาเยอะ -”-

บังเอิญว่ามีผู้ชายสองคนท่าทางแปลกๆ เดินผ่าน
และฝูงหมาก็รุมเห่าสองคนนั้นใหญ่เลย
ละเค้าไม่กลัวด้วยนะ
ประสาทแข็งจริงๆ
แต่น้อยหน่าขอเผ่น
ด้วยความประสาทเสียตกค้างจากเมื่อตอนบ่าย
ฮา

เอ๊…
มาคิดอีกที
หมามันเห่า
เพราะเค้าเป็น…
รึเปล่า?
หยึย
O_O

จากนั้นก็ไปวัดระฆังฯ
ซอยแคบมากกกกกก…..
volvo suv เข้าไปได้ครือๆ
Don’t try this at home!

1712

วนเวียนถ่ายรูปอยู่สักพัก
ก็เดินมาภัทราวดีเธียเตอร์ที่อยู่ใกล้กัน
ตอนนี้ที่นี่มีร้านอาหารชื่อ Studio 9
คอนเซปต์ว่า Dining Theatre by The River
ทุกวันศุกร์และเสาร์
มีการแสดงของนักเรียนที่ได้ทุนจากโรงเรียนศิลปะการแสดงของภัทราวดีเธียเตอร์
เริ่มตั้งแต่ทุ่มครึ่งเป็นต้นไป
ผลัดเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ ค่ะ
รายได้ก็มาสนับสนุนการสืบสานศิลปะการแสดงของไทยเรานี่เอง

1713

ระเบียงที่เห็นยื่นออกไปนั่น
มีความเป็นส่วนตัวมากๆ
นั่งได้แค่สองคน
มากสุดสี่คน
ตั้งปต่เปิดมาสองปีนี้
มีคนมาจองใช้ขอแต่งงานไปแล้วหลายคู่เหมือนกันนะ :)

1714

ถึงน้อยหน่าจะมาตั้งแต่บ่ายสี่นิดๆ แต่ก็ไม่เบื่อเลย
ได้คุยแนะนำตัวกับคุณอนุรักษ์ GM ของร้าน
ก็ประทับใจ
ใจดี… ให้ถ่ายรูปได้ตามสบาย
ทั้งยังจะส่งรายละเอียดมาให้
ละบอกด้วยว่าเมื่อหนังสือเสร็จแล้ว
ก็สามารถนำมาวางขายได้ที่นี่ได้นะ
เย้!

วิวสวยจริงๆ
1715

นั่งเขียนบันทึกบวกกับโทรอัพเดตคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย
จนได้เวลาเริ่มแสดง

1716

ชุดแรกเป็นการแสดงของสาวน้อยนางหนึ่ง
ประกอบกับเสียงหวานกังวานของระนาดเอก
ที่บรรเลงโดยนักเรียนอีกคน
ซึ่งมีฝีมือไม่ธรรมดาเลย
เหมาะมากที่จะเป็นการแสดงเบิกโรง
เพราะนอกจากสาวน้อยคนนั้นจะแสดงได้ดีจนน่าทึ่งแล้ว
จังหวะที่ไม่ช้าไม่เร็วเกินไป
ก็เหมาะจะเป็นออเดิร์ฟก่อนอาหารหนักได้ดี

รู้สึกหลงรักเธอเข้าให้เสียแล้ว
วงหน้าใสกระจ่างเพียงเลขา
เนตรงามคม
ตัวน้อยอ้อนแอ้นเอวบาง
และแขนอ่อนหยัด
ชวนให้คิดว่า
หากเธอรัดเครื่องทรงอย่างเต็มยศ
แลร่ายรำอยู่ในราชสำนักอันรโหฐาน
คงจะงามตายิ่ง

ถึงกับเพ้อทีเดียว…
เข้าใจแล้วว่าทำไม
ถึงมักจะมีเรื่องโรมันกะติ๊กเกิดขึ้นในวงนาฏศิลป์เสมอ

1717

ชุดที่สองดุดันขึ้น
ด้วยลีลากลางของสามชาย
เป็นการแสดงที่เรียกร้องความสนใจได้ดีทีเดียว
เหมือนเสียงกลองจะเข้าไปกระหึ่มอยู่ในหัวใจ
:)

1718

ชุดที่สามเป็นการแสดงสั้นๆ
แต่พวกเธอก็ทำได้ดีจนน่าประทับใจ
นักเรียนสาวน้อยสามคน
หนึ่งในนั้นคือนางรำน้อยที่เป็นรักแรกพบ :P
ใช้แสงเงาเล่าเรื่องราวประกอบบทเพลง
What a Wonderful World
ได้อย่างน่ารักและมีอารมณ์ขัน

1719

ชุดที่สี่เริ่มด้วยกลองเดี่ยว
แต่อย่าคิดว่าธรรมดา
เพราะพี่ท่านสามารถ
ใช้ผนังและพื้น
และทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว
ประกอบการแสดงด้วย

ติดตามมาด้วยกลุ่มนักแสดงรุ่นเยาว์
อังกะลุง กับบทเพลงอันไพเราะ
ความดุดันของกลองมิได้ข่อเสียงใสนั้น
แต่กลับส่งเสริมและขัดแย้งกันอยู่ในที
กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวกลมกล่อม
ไม่หวานเลี่ยนจนเกินพอดี

1720

ชุดที่ห้าเป็น contemporary bangkok อย่างแท้จริง
ด้วยการนำเพลง My Girl
ที่ร้องว่า
I guess you’d say
What can make me feel this way?
My girl
My girl
My girl
Talkin’ ’bout my girl น่ะ
มา remix แบบไทยๆ
ประกอบการร่ายรำที่ใช้ท่าทางตามบริบทดั้งเดิม
แต่ปรับให้เข้ากับเพลง
ก็ทำให้การแสดงชุดนี้
แม้ดูเผินๆ อาจจะดาดดื่น
แต่ก็มีอะไรซ่อนแฝงอยู่ให้แปลกใจเหมือนกัน

1721

ชุดที่หกเป็นละครใบ้น่ารักๆ
มาคั่นจังหวะความจริงจัง

หน่าชอบละครใบ้เสมอมา
เพราะรู้สึกว่าเมื่อสรรพเสียง…
อันเป็นการสื่อสารทางหนึ่งของมนุษย์เรานั้นขาดหายไป
ที่เหลืออยู่นั้นก็มีเพียงอารมณ์ที่บริสุทธิ์เท่านั้น

1722

ชุดที่เจ็ดนำสาวน้อยอังกะลุงกลับมาใหม่
แต่คราวนี้พวกเธอเลือกที่จะหนักแน่นขึ้นด้วยกลองชุด

ชุดที่แปดเป็นละครสัตว์แนวใหม่
เริ่มด้วยน้องตัวเล็กที่แสดงฝีมือกับกงล้อใหญ่
ด้วยการทรงตัวผาดโผนและนำท่า break dance มาประยุกต์ใส่
background music เป็น missy elliot เสียด้วย
hip-hop
เท่มาก ขอบอกกก

จากนั้นเป็นชายหนุ่มและห่วงเงินที่ดูแปลกประหลาด
เพราะน้องคนแรกถือกล้องวิดีโอถ่ายฉายไปยังสกรีนด้านหลัง
ทำให้มี effect แปลกๆ เกิดขึ้นสดๆ อย่างสวยงาม

และสาวน้อยเอวอ่อนของเราก็กลับมา
ในการแสดงโลดโผน
แต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนหวานอย่างนาฏศิลป์ไทยในรสชาติของเธอเอง

1723

ส่วนชุดที่เก้านี่หาคำบรรยายไม่ได้จริงๆ
เมื่อละครใบ้ในบทหญิงบ้า
มายากล
และศิลปะการเต้นละตินอันร้อนแรง
ถูกผสานเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว….
แต่ที่แน่ๆ นี่คือการแสดงสดที่เซ็กซี่และทรงพลังที่สุด
เท่าที่เคยเห็นมาทีเดียว

1724

ชุดที่สิบเป็นการแสดงที่ลึกลับและแปลกประหลาด
แต่ผู้ชมทั้งหมดก็หยุดนิ่งงันด้วยพลังที่ส่งออกมาจากนักแสดงทุกคน
เงียบงัน…
จนได้ยินแม้กระทั่งช้อนส้อมกระทบกันอย่างแผ่วเบาที่สุด

เสียงที่ล่อหลอกเลือนลาง
ด้วยโน้ตตัวเดียว
ที่ถูกผิวออกมาจากริบฝีปาก
อย่างแผ่วเบาตลอดการแสดง
ผสานกับความเคลื่อนไหวที่ไหลลื่นอีกเล็กน้อย
แต่กลับเป็นการแสดงสดที่ทรงพลังอย่างยิ่ง
ทั้งที่แทบจะไร้ซึ่งอุปกรณ์ใดอย่างสิ้นเชิง

และเมื่อบทเพลงในภาษาที่ฟังไม่เข้าใจได้ถูกขับขาน
มนตรานั้นก็ได้พัดพาพวกเราไปยังขุนเขาในถิ่นเหนือ
ที่ซึ่งวัฒนธรรมอันดิบเถื่อนและบริสุทธิ์ยังคงเพรียกหา
ดวงจิตอันสับสนในแสงสีของเมืองใหญ่ให้กลับคืน

1725

ชุดที่สิบเอ็ดเปิดตัวด้วยดนตรีที่แม้จะเศร้า
แต่เคืองแค้นอยู่ในทีของ cello เดี่ยว
หนึ่งในเครื่องดนตรีสากลชิ้นโปรดของน้อยหน่า
ก่อนจะพลิกกลับมาเป็นเพลงไทยโบราณที่หวานลึกล้ำ

เพลงต่อไป intro ด้วยการดีดสายในจังหวะซุกซน
ให้เราได้สงสัย
ก่อนที่จะย่างเข้าสู่ “เขมรไทรโยค” ที่จับใจใครมานักต่อนัก

ยังมีอีกหลายเพลงที่คุ้นๆ อยู่
นึกไม่ออกอ่ะ :P
แต่ปิดท้ายด้วย “เสือกับลิง” จ้ะ

1726

ชุดที่สิบสองเป็นการบรรเลงร่วมกันของ cello, ระนาดเอก
ใช้ไม้แข็งเสียด้วยแน่ะ
electric guitar
แล้วก็กลองไม้

แต่มันฟังเข้ากันมากๆ เลย
ให้ตายสิ!
ระดับ T-Bone ยังอาย
และนักร้องก็เสียงมีเสน่ห์สุดๆ
ทั้งยังเป็น entertainer ที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย

และวิธีเอาการร้องแบบลิเกมาใส่เนื้อเพลงสากลนี่
คิดได้ไง?
สุดยอด creative…

เปิดด้วยเพลง My Girl
ทำไมต้องเธอ…
สวย…? ใช่เปล่านะ? ไม่แน่ใจ

ละจากนั้นเขาก็ไล่ถามเป็นเพลง
ว่าแขกแต่ละโต๊ะต้องการเพลงอะไร

เพลงดู๊ ดู ดูเธอทำนี่
ร้องเป็น bossa jazz แล้วมันช่าง….
เข้าท่าอย่างไม่น่าเชื่อ

แล้วก็เป็นตาน้อยหน่า
ผู้ซึ่งรีเควสเพลง “เพียงกระซิบ” ของ blackhead
แต่เค้าแอบมีหยอดหลังจากร้องจบว่า
ร้องไม่ถึงท่อนไคลแมกซ์นะครับ
ฮา

ยังมีเพลง hiphop
ละอื่นๆ อีก
ไล่ไปได้จนกระทั่งลาวดวงเดือน!
จนจบที่เพลง “ขอบคุณ”

เบ็ดเสร็จก็ประมาณสี่ทุ่มน่ะค่ะ

บรรยายมาตั้งขนาดนี้
อยากดูกันบ้างยังเนี่ย?
ไปดูกันเถอะนะ
ไม่ต้องกลัวว่า
ไปดูแล้วจะไม่เข้าใจ
เป็นการแสดงที่ย่อยง่ายด้วยล่ะ
สวยๆ งามๆ
เพื่อสนับสนุนใบไม้อ่อนเหล่านี้
ให้ผลิดอกออกผลอย่างที่ควรจะเป็น
ยิ่งน่าทึ่งเข้าไปอีก
เมื่อได้ทราบว่าการแสดงเหล่านี้
ล้วนกลั่นกรอง
มาจากสมองและสองมือ
ของศิลปินวันเยาว์เหล่านี้

จบแล้ว
ยาว
เหนื่อย
-”-