บันทึกย้อนหลัง
วันพุธที่ 20 สิงหา
บันทึกตระเวณกรุงของ bangkokmonkey ครั้งที่สิบ
ก่อนจะเริ่มบันทึกฉบับนี้
ขอออกตัวไว้ก่อนว่า
ข้าน้อยใช้ราชาศัพท์มิเป็น
ผิดพลาดประการใด
ขออภัย ณ ที่นี้ด้วย

วังวรดิศค่ะ
เป็นแดนลึกลับสนธยา
ที่วันก่อนตอนนั่งรถผ่านแลเห็น
แล้วคิดว่าสวยจัง
แถมไม่ค่อยมีใครรู้จัก
ตรงประเด็น bangkokmonkey
เย็นวันนั้น… กลับมาทำเรื่องเข้าเลย
ที่นี่ไม่ได้เปิดให้เข้าชมทั่วไปนะคะ
เพราะว่าก็ยังใช้งานเป็นตำหนักที่พักอาศัยอยู่
จึงต้องโทรมาแจ้งล่วงหน้า
แล้วทางนั้นจะดูให้ว่ามีวันไหนบ้างที่สะดวก
ส่วนใหญ่ก็จะจัดรวมกันเป็นกลุ่มประมาณ 50 คน
ให้เข้าชมพร้อมกัน
จะถ่ายรูปในด้านพิพิธภัณฑ์
ก็ต้องได้รับอนุญาตก่อนนะ
แปดโมงครึ่ง
น้อยหน่าพร้อมรบที่หน้าหอสมุดดำรงราชานุภาพ
ชะอ้าว…
ทีแรกเข้าใจว่า
ตัวหอสมุดถือว่าอยู่ในวังวรดิศเช่นกัน
แต่ปรากฏว่า
ขึ้นอยู่กับหอสมุดแห่งชาติแฮะ
แต่ยังดีที่คุณญาณี บรรณารักษ์
อนุญาตให้เด็กเปิ่นๆคนนี้ถ่ายรูปได้
เกือบไปแล้วเชียว…

เกือบเก้าโมง
คณะเยาวชนอาเซียน
กลุ่มใหญ่ที่สุดของวันนี้ก็มาถึง
นอกจากน้อยหน่าแล้ว
ก็ยังมีกลุ่มเล็กๆ ย่อยๆ อีก 4-5 กลุ่มด้วยกัน
มล. ปนัดดา ดิศกุล
กล่าวต้อนรับที่ห้องประชุมชั้นสามของห้องสมุด
ดีใจที่ท่านมาต้อนรับด้วยตัวเองนะ
คือให้ความสำคัญต่อกลุ่มเยาวชนจากอาเซียน
เด็กในวันนี้
คืออนาคตในวันหน้า
ประทับใจๆ

จากนั้น
คุณญาณีพาชมห้องสมุด
เสียดายที่น้อยหน่าต้องรีบถ่ายรูป
เพราะเกรงว่าคนจะเยอะ
เลยไม่ได้ฟังเท่าไหร่

เลยจากห้องสมุดไปถึงหอภาพดิศวรกุมารก่อนใครคนอื่น
ด้วยเหตุผลเดิม…
กลัวคนเยอะอ่ะ ^^”
แล้วจะถ่ายรูปลำบาก
จากนั้นก็ถึงคราวของไฮไลท์
ตัวพิพิธภัณฑ์

วังวรดิศนี้
เดิมทีเป็นที่ร.5 พระราชทานให้กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
คนไทยคนแรกที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ว่า
ได้ทำคุณประโยชน์แก่สังคม
ส่วนจะเป็นสิ่งใดบ้างนั้น
ขอให้ทุกท่านไปหาอ่านเอง
ฮา
เพราะเยอะมาก
น้อยหน่าเขียนไม่หมด
แต่หลักๆเลย
ก็คือการวางรากฐานระบบการศึกษาแผนใหม่
แล้วก็ด้านการทูต

แอ๊ะ…
ต้องถอดรองเท้าด้วย
กรรม…
เผลอใส่คู่ที่ถอดยากมา
แต่ก็ดีแล้วล่ะ
พื้นกระดานแบบนี้
จะมีรอยแล้วก็สกปรกเปล่าๆ
ด้านในงดงามมาก
แต่เป็นความงามในแบบที่สัมผัสได้
รู้สึกได้ว่าเป็น “บ้าน” อันเป็นที่รักของเจ้าของ
ผู้เคยได้อยู่และฝากเรื่องราวไว้
ไม่ใช่ความงามในแบบที่เย็นชา
เอื้อมไม่ถึง
เป็นบ้านไทยกึ่งตะวันตกอย่างที่เริ่มเป็นที่นิยมในสมัยนั้น
ถึงจะสร้างตามแบบยุโรป
แต่ก็โปร่งโล่งสบาย
การตกแต่งเน้นไปในทางเพื่อประโยชน์ใช้สอย
ความสบายของผู้อยู่อาศัย
รวมทั้งเก็บสะสมสิ่งแปลกๆ ต่างๆ นานาจากทั่วทุกมุมโลก

เกริ่นมาอย่างนี้
อย่าคิดเชียวนาว่าไม่มีอะไร
ต้องมาดูเองแล้วจะอึ้ง!
อย่างจดหมายลายพระหัตถ์โต้ตอบของรัชกาลที่ 5
หาดูได้ง่ายๆ กันเสียที่ไหนเล่า
หลังจากชมพิพิธภัณฑ์เสร็จเรียบร้อย
น้อยหน่าก็ออกมาเดินเก็บภาพบริเวณรอบๆ
รวมทั้งชาวบ้านบาตรที่มาจัดแสดงด้วย
แอบดีใจ
ได้เก็บภาพกันเสียอีกรอบ
ลุงหิรัญ
หัวหน้าชุมชน
ได้กรุณาให้คำแนะนำและตอบข้อสงสัยต่างๆ อย่างละเอียดมาก
เริ่มจากวิธีการทำบาตรเลย
กว่าจะมาเป็นบาตรสักลูกหนึ่ง
ไม่ได้ทำง่ายๆนะเนี่ย

เริ่มจากตัดโลหะแผ่นบางให้ได้ตามรูป
จักฟันปลา
ประกอบ
ตีๆๆ
ถูๆๆ
ขัดๆๆ
โอ๊สส….
ฟังแล้วเมื่อยน่าดูชม
สุดท้ายก็นำไปเผาค่ะ
รมควันธรรมดานั่นแล
มีสองแบบคือเผาเขียวกับรมดำ
เผาเขียวก็คือสีแรกที่ได้หลังจากการเผาครั้งแรก
จะเป็นสีตามธรรมชาติของเนื้อโลหะโดยไม่ต้องพึ่งสารใดๆ
แต่รมดำจะพิเศษนิด
คือนำบาตรที่เผาเขียวเรียบร้อยแล้ว
มาทาน้ำยาให้ทั่ว
เอ่อ… อย่าถามสูตรนะ
แล้วนำไปเผาอีกรอบ
ก็จะได้สีดำสนิทอย่างที่เราคุ้นเคยกัน
ฟังจบแล้ว
น้อยหน่าอื้อหือเป็นอันมาก
เพิ่งรู้นะเนี่ย…
แต่ก่อนนึกว่าบาตรนี่ทาสีดำเอา
ฮา
จากนั้น
ลุงหิรัญทำการทดสอบบาตรให้ดูค่ะ
ใช้บาตรที่เผาเขียวตามรูปด้านขวาเลย
บาตรที่ดี ตีได้สม่ำเสมอ
เมื่อเอาไม้มาวนๆ
เสียงจะใสกังวาน
นอกจากทำบาตรเพื่อใช้ในกิจทางศาสนาแล้ว
ชุมชนบ้านบาตรยังทำบาตรลูกเล็กๆ มีฝาปิด
ใส่กล่องแก้วสวยงาม
เป็นของที่ระลึกด้วย
นักท่องเที่ยวชอบกันมากทีเดียว
เป็นอีกไอเดียหนึ่งที่น่าเก็บไปคิดต่อยอดนะ

ในตอนที่เข้าไปไหว้คุณปนัดดานั้น
พอพี่อ้อยแนะนำนิดเดียว
ท่านก็ร้องอ๋อ
นี่คือน้องที่แฟกซ์ bangkokmonkey เข้ามาเองน่ะหรือ?
ดีเหลือเกินที่คนรุ่นใหม่ยังสนใจในอะไรเก่าๆ
อยากให้มีกันมากๆ
ขอให้นับว่าเราเป็นเพื่อนกัน
ถ้าหากมีอะไรติดขัด
ให้โทรมาได้เลย
ดีใจมากๆ ….
นอกจากนั้นแล้ว
คุณปนัดดายังได้ให้พี่อ้อยช่วยไปหยิบหนังสืออนุสรณ์
ในการเสด็จพระราชทานเพลิงศพคุณแม่
นางมัณฑนา ดิศกุล ณ อยุธยา
วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร
เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2551
มาให้น้อยหน่าด้วย
ซึ่งหนังสือเล่มนี้
ถือว่าเป็นหนังสืองานศพที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งภายใน 70 ปีที่ผ่านมา
แต่ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่า
คือเนื้อหาด้านใน
ซึ่งเต็มไปด้วยรูปภาพอันดูได้ยาก
และข้อเขียนเกี่ยวกับเรื่องราวไทยๆ ของกรมพระยาดำรงฯ
ที่หาอ่านที่ไหนยากเต็มทน
เท่าที่ลองเปิดอ่านดูนั้น
ต้องตาโตกับเนื้อหากันเลยล่ะ
มีเรื่องประเพณีการคล้องช้างแต่สมัยอยุธยาที่กำลังอยากรู้ด้วยล่ะ
ทางวังวรดิศได้จัดของว่างไว้ด้วยค่ะ
มีน้ำขิง น้ำหยดน้ำยาอุทัย ฯลฯ
เหมือนที่เคยกินตอนเด็กๆ เลย
หอมดีนะ
แต่ที่หอมจริงหอมจัง
จนต้องหันกลับไปมอง
คือกลิ่นของน้ำปรุงที่คุณอัมพร
ภริยาของคุณปนัดดา
ลงมือปรุงด้วยตัวเองค่ะ

หอมมาก…
ปรกติน้ำหอมที่หอมจัดมักมีกลิ่นฉุนรุนแรงตามไปด้วยเป็นเรื่องธรรมดา
แต่น้ำปรุงอย่างไทยนี่
หอมชื่นใจอย่างเดียว
แถมยังทนด้วยนะเออ
แต่กรรมวิธีในการทำก็ยุ่งยากสลับซับซ้อนสมกันเลย
เริ่มจาการเก็บรวบรวมวัตถุดิบ
อันได้แก่ดอกไม้ชนิดต่างๆ กัน
มีทั้งจันทน์กะพ้อ มะลิ ปีป กุหลาบ
ส่วนเกสรดอกบัวนั้น
ต้องใช้เกสรบัววิคตอเรียค่ะ
ซึ่งสั่งเข้ามาจากอังกฤษอีกที เพราะยังมีกำลังผลิตได้ไม่เพียงพอ
ยังมีน้ำมันจันทน์จากอินเดีย
ยางกระถิน
ฯลฯ
ต้มกลั่น
หมัก
ปรุงกลิ่น
ทิ้งไว้จนแอลกอฮอล์ระเหยหายไป
จนเหลือแต่น้ำหอมกลิ่นหอมฟุ้ง
ในวันนั้น
น้อยหน่าเลือกกลิ่นมะลิ
กลิ่นโปรดของแม่
กลิ่นจันทน์กะพ้อสำหรับตัวเอง
ชอบอ่ะ!
แล้วก็ปีปฝากแม่อีกขวดหนึ่ง
สนนราคาก็ไม่แพงเลย
เมื่อเทียบกับความยุ่งยากทั้งหมดที่ว่ามา
แถมวัตถุดิบเองก็มีราคาค่อนข้างสูงอยู่แล้วด้วย
นอกจากนี้ยังมีเทียนอบ
ซึ่งกรรมวิธีในการทำยุ่งยากเข้าไปอีกแน่ะ
จนแม้กระทั่งที่นี่เองก็ไม่ได้ทำไว้ขายค่ะ
แต่คุณอัมพรเมตตาให้น้อยหน่ามาชิ้นหนึ่ง
บอกว่าใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้า
นอกจากหอมแล้วยังช่วยไล่แมลงอีกด้วย
ถึงแม้ว่ายุ่งยากอย่างไร
แต่คุณอัมพรก็ได้ให้ความเห็นไว้ว่า
ก็ยังต้องทำต่อไป…
เพื่อรักษาศาสตร์พื้นบ้านของไทยไว้
ยังมีเวลาเหลืออยู่พักใหญ่
กว่าจะถึงนัดไว้กับคุณวิชาญ
รองผอ. ของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
เลยไปถ่ายรูป gurudwara sikh จากมุมสูง
หรือลานจอดรถชั้นบนๆ ของ The Old Siam Plaza น่ะเอง
แป่ว…

ปิ๋วหลิวไปหน่อย
มองมิเห็นยอดโดมสีทองเอาซะเลย
เมื่อถึงเวลาอันสมควร
ก็ไปโรงเรียนสวนกุหลาบค่ะ
แหม…
วันนี้เป็นวันที่ตระเวนสถานที่ต่างๆ
ตามรอยกรมพระยาดำรงฯ
โดยไม่ได้เจตนาแท้ๆ
พอพบหน้า
รองผอ. วิชาญก็หลุดหัวเราะทันที
“ทำไมเด็กอย่างนี้?”
“คุยทางโทรศัพท์นึกว่าจะผู้ใหญ่กว่านี้”
อิ๊…
ช่างเป็นรองผอ. ที่ชิลเสียนี่กระไร

เมื่อพูดถึงโรงเรียนสวนกุหลาบฯ แล้ว
จะไม่พูดถึงตึกยาวอันเก่าแก่ก็คงเป็นไม่ได้
นอกจากนั้นแล้ว…
มันช่างเป็น architecture ที่สวยทั้งในและนอกกล้องจริงๆ
พระเจ้าจ๊อด
ในโรงเรียนยังมีพิพิธภัณฑ์การศึกษา โรงเรียนสวนกุหลาบ
ซึ่งเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมค่ะ
จัดไว้ดีมากๆ
เล่าถึงประวัติของโรงเรียนตั้งแต่นู้นนน
จนถึงปัจจุบัน
มีการตั้งแสดงอุปกรณ์การเรียนเก่าๆ
อย่างโต๊ะที่มีฝาเปิดปิดได้
กรี๊ด ชั้นก็เคยใช้ นี่ชั้นแก่แล้วเรอะ?!?!
วิทยุเก่าๆ
อารมณ์เรโทรดีจริง
ที่นี่ยังมีโปรแกรมยุวมัคคุเทศก์
คือให้น้องๆ สก. นี่แหละค่ะมานำชมโรงเรียน
ส่วนน้องโจ้ที่อาสามา
ตรงกลุ่มเป้าหมายมาก
เพราะน้องแกก็เล่นกล้องเหมือนกัน
แถมมีการแนะนำให้ไปเก็บภาพพระอาทิตย์ตกดินที่สะพานปิ่นเกล้าเสียด้วย
แต้งหลายนะน้องนะ ฮา
ยุวมัคคุเทศก์นี่ไอเดียดีมากเลย
เพราะนอกจากว่าผู้เข้าชมจะได้ไม่ต้องเดินชมเองอย่างเหวอๆ แล้ว
ยังได้รับรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
เป็น gimmicks ระหว่างเข้าชมอีกด้วย
อย่างเรื่องฟุตบอล
หรือว่าความต่างของสาบเสื้อ
หรือวิวัฒนาการของธงโรงเรียน
แม้แต่เรื่องผีๆ (?)
ที่เกิดขึ้นในห้องของพิพิธภัณฑ์
เมื่อครั้งที่เก็บหัวโขนกลุ่มยักษ์และเทพไว้ใกล้เคียงกัน
แล้วเกิดเป็นว่าพอรุ่งเช้า…
ถ้วย โล่ รางวัลทั้งหลายจากที่จัดไว้บนชั้นอย่างสวยงาม
ก็พากันลงมาระเนนระนาดบนพื้นเสียหมด
เกิดอย่างนี้ซ้ำอยู่หลายครั้งเข้า
จึงตัดสินใจให้ย้ายหัวโขนเทพและยักษ์ไปไว้กันคนละตู้
แล้วเหตุการณ์ประหลาดก็ไม่เกิดขึ้นอีก
นัยว่าเลิกรบกันตอนดึกๆ แล้ว
ก็แปลกดีเหมือนกัน
พอบอกขอบคุณน้องโจ้และคุณครูที่ดูแลพิพิธภัณฑ์เป็นที่เรียบร้อย
น้อยหน่าก็ไปไหว้ลารองผอ. วิชาญที่ห้องค่ะ
เมื่อท่านถามว่า “เป็นไง ซาบซึ้งมั่งมั้ย?”
น้อยหน่าก็ทำหน้าตายแล้วตอบกลับไปว่า
“ขอโทษค่ะ เผอิญคุณพ่อเป็นศิษย์บางกอกคริสเตียนค่ะ”
ก็เฮกันไป
ก๊าก
บอกแล้ว…
รองผอ. ท่านนี้
ชิลมากกก

ปล.
แม่ชอบน้ำปรุงกลิ่นมะลิมากถึงมากที่สุด
เย้!
ทำเรื่องติดต่อ
- แวะโบสพราหมณ์หลังจากธุระที่โรงเรียนสวนกุหลาบฯ
เพราะอย่างไรก็หาเบอร์จากในเนตไม่เจอจริงๆ
ได้รับการติดต่อ
- ป้าแอ๋วจาก National Gallery โทรมาหา



















